posttoday
โค้งสุดท้ายชิงปธ.วุฒิสภา'พิเชต'สดใส'นิคม'เหนื่อย

โค้งสุดท้ายชิงปธ.วุฒิสภา'พิเชต'สดใส'นิคม'เหนื่อย

13 สิงหาคม 2555

การชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาในเวลานี้ ถือว่าเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วก่อนถึงวันตัดสิน 14 ส.ค. สำรวจเสียงสว.ทั้งสภาขณะนี้มีผู้สามารถออกเสียงได้ทั้งหมด 146 คน

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาในเวลานี้ ถือว่าเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วก่อนถึงวันตัดสิน 14 ส.ค. สำรวจเสียงสว.ทั้งสภาขณะนี้มีผู้สามารถออกเสียงได้ทั้งหมด 146 คน แบ่งเป็น สว.เลือกตั้ง 76 คน และ สว.สรรหา 70 คน จากเดิมมีสว.ทั้งหมด 149 คน

สาเหตุที่ สว.สรรหามีจำนวนเสียงหายไปถึง 3 คน เนื่องจากขาดคุณสมบัติการเป็น สว.ตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย1.สัก กอแสงเรือง 2.ประจิตต์ โรจนพฤกษ์ และ 3.ศรีสุข รุ่งวิสัย

ส่วนกระบวนการเลือกประธานวุฒิสภา จะให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์คนละ 10 นาที จากนั้นให้ สว.ลงคะแนนด้วยวิธีลับ

ถ้าผู้สมัครคนใดได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง คือ 73 คะแนน ถือว่าได้รับเลือกเลย แต่หากในรอบแรกไม่มีใครได้เกินกึ่งหนึ่ง ให้นำผู้ที่มีคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกมาลงคะแนนอีกครั้ง โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดถือว่าได้รับเลือก

สำหรับคู่แข่งคนสำคัญชั่วโมงนี้เหลือเพียง 2 คนเท่านั้น ระหว่าง “นิคม ไวยรัชพานิช” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และ “พิเชต สุนทรพิพิธ” สว.สรรหา

ถึงแม้ว่าในช่วงนี้จะปรากฏความเคลื่อนไหวว่า “เกชา ศักดิ์สมบูรณ์” สว.ราชบุรี จะขอลงชิงตำแหน่งนี้ด้วย แต่ที่สุดแล้วคงไม่มีฐานคะแนนมากพอเพื่อเบียดกับตัวเต็งทั้งสองคนได้

โฟกัสฐานคะแนนของทั้ง “นิคม-พิเชต” แน่นอนว่ารายแรกมีอยู่ในมือไม่ต่ำกว่า50 คะแนน เพราะมีทุนเดิมอยู่แล้ว 52 คะแนน จากครั้งก่อนที่ลงชิงตำแหน่งกับ “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร”

โค้งสุดท้ายชิงปธ.วุฒิสภา'พิเชต'สดใส'นิคม'เหนื่อย

ส่วนคะแนนของ “พิเชต” ยังจัดอยู่ในลักษณะของพลังเงียบ ในกลุ่มของ สว. สรรหาเสียเป็นส่วนใหญ่

ไม่เพียงเท่านี้ หากมองจากคะแนนของวุฒิสภาเมื่อครั้งโหวตในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 1 ก็มีความน่าสนใจเช่นกัน

สว. 76 คน ลงมติรับหลักการ แบ่งเป็น สว.เลือกตั้ง 59 คน สว.สรรหา17 คน

ไม่รับหลักการ 46 คน แยกเป็นสว.เลือกตั้ง 3 คน และ สว.สรรหา43 คน

งดออกเสียง 12 คน แบ่งเป็น สว.สรรหา 9 คน และเลือกตั้ง 3 คน

ดูจากตรงนี้ถ้าตั้งอยู่บทสมมติฐานที่ว่าคนลงมติเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ในกลุ่มสนับสนุน “นิคม” จะเห็นได้ว่ามีเสียงถึง 59 คน ในฐานะที่ร่วมลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน

เพียงแค่หาเสียงให้ได้เพิ่มเติมอีก 15 เสียง ก็จะช่วยให้เป็นประธานวุฒิสภาได้สำเร็จ ซึ่งตัวแปรสำคัญจะมาจากสว.สรรหา 17 คน ที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อาทิ กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล พล.อ.ชูชาติ สุขสงวน ปัญญา เบ็ญจศิริวรรณ ยุวดี นิ่มสมบุญ พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ วิชัย ไพรสงบ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ เป็นต้น

ส่วน “พิเชต” เป็นแคนดิเดตที่สายสรรหานำโดยกลุ่ม 40 สว. ส่งเข้าประกวด ฐานคะแนนมาจากกลุ่ม สว.สรรหาที่โหวตไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ“43 คน”

ลึกๆ แล้วก็แอบลุ้นว่ากลุ่ม สว.ที่งดออกเสียง 12 คน จะลงมติสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น วิเชียร คันฉ่อง ธานี อ่อนละเอียด และ พล.อ.ธีรเดช แม้ว่าจะพ้นจากเก้าอี้ประธานวุฒิสภาแล้วก็ตาม, ธีระ สุวรรณกุล พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ สม จาตุศรีพิทักษ์ อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ อนุรักษ์ นิยมเวช

ดังนั้น จากตัวเลขบนสมมติฐานดังกล่าว ความเป็นไปได้ในทางสถิติ“นิคม” มีลุ้นเป็นประธานวุฒิสภามากกว่า “พิเชต”

ทว่า ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเลขออกมา

สาเหตุสำคัญมาจากการลงคะแนนเลือกบุคคลเป็นประธานวุฒิสภาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเดียวกับการลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หมายความว่า การลงมติในเรื่องรัฐธรรมนูญมีเหตุผลมาจากความประสงค์อยากให้เกิดการแก้ไขจริงๆ

โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 297 ในวาระการดำรงตำแหน่งที่ สว.สรรหาชุดใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาในสภาได้ประมาณ 1 ปี มีวาระการเป็น สว.ต่อได้ถึง 5 ปี ต่างจากวาระของ สว.เลือกตั้งที่เหลือไม่เกิน 2 ปี

ประกอบกับบทบัญญัติว่าด้วยการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องกระทำด้วยการเปิดเผยไม่ใช่การลงคะแนนลับ

กลายเป็นสภาพบังคับทางอ้อมที่ต้องเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญไป เพราะไม่อยากมีปัญหากับพรรคเพื่อไทยในฐานะที่ สว.เลือกตั้งต้องอิงฐานทางการเมือง

แต่สำหรับการเลือกประธานวุฒิสภาเป็นการลงคะแนนลับ ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครรักใคร ใครชอบใคร

ในกลุ่ม สว.เลือกตั้งเองก็มีบางส่วนไม่ชอบบทบาทของ “นิคม” เช่นกัน เท่ากับว่าย่อมสามารถเอาคืน “นิคม” ได้เต็มที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการกินแหนงแคลงใจกันภายหลัง

คะแนนความหมั่นไส้ดังกล่าวมาจาก สว.เลือกตั้งและสรรหาที่มีความคิดทางการเมือง 2 ส่วนด้วยกัน

ส่วนแรก มาจากกลุ่ม สว.สรรหาและเลือกตั้งซึ่งเดิมสนับสนุนนิคมอยู่แล้ว แต่ต้องการให้นิคมลาออกจากตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา

ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ สว.คนหนึ่งคนใดจากเลือกตั้งหรือสรรหาสามารถเข้ามาทำหน้าที่รองประธานบ้าง

เนื่องจากถ้า “นิคม” ไม่ได้เป็นประธานวุฒิสภา ก็จะเป็นรองประธานต่อไป

ที่สำคัญไม่มีหลักประกันว่า หาก “นิคม” ได้เป็นประธานวุฒิสภาแล้วโควตาเก้าอี้รองประธานจะเป็นของกลุ่ม สว.เลือกตั้งและสรรหาในสายที่สนับสนุน “นิคม”

ส่วนสอง สว.เลือกตั้งที่สนับสนุน “ดิเรก ถึงฝั่ง” สว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สว.กลุ่มนี้เห็นว่าภายหลังเมื่อ “ดิเรก” ถูกล็อบบี้อย่างหนักจาก สว.ที่สนับสนุน “นิคม” ให้ถอนตัว จึงเกิดความไม่พอใจและยังไม่ตัดสินใจว่าจะเทคะแนนให้ “นิคม” หรือไม่ แม้ว่าต้องการให้ สว.เลือกตั้งเป็นประธานวุฒิสภาบ้างก็ตาม

ประมวลจากภาพรวมทั้งหมดแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่า “พิเชต” มีโอกาสเป็นประธานวุฒิสภามากกว่า “นิคม” เหลือเพียงแต่รอตัวเลขอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ส.ค.เท่านั้น

หากสุดท้าย สว.เลือกตั้งต้องแพ้ให้กับ สว.สรรหา คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองที่ปล่อยให้ความไม่เป็นเอกภาพเกิดขึ้น จนพลาดเป้าหมายสำคัญไป

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท