
คนน้ำโขงฟ้องศาลเขื่อนไซยะบุรี ทำลายชีวิต
ก่อนถึงศาลปกครอง ชาวบ้านหลายคนต่างรู้สึกกังวลว่าแห อวน และเครื่องมือหาปลาพื้นบ้านอื่นๆ ที่จัดเตรียมมาเพื่อสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำโขงจะถูกห้ามนำเข้าไปในรั้วสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ยิ่งคนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาครั้งนี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาและไม่คุ้นเคยกับพิธีรีตองขั้นตอนต่างๆ ทำให้ต่างรู้สึกหวั่นไหวว่าการเดินทางมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้จะสามารถสะท้อนข้อเท็จจริงให้สังคมทราบได้แค่ไหน
ก่อนถึงศาลปกครอง ชาวบ้านหลายคนต่างรู้สึกกังวลว่าแห อวน และเครื่องมือหาปลาพื้นบ้านอื่นๆ ที่จัดเตรียมมาเพื่อสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำโขงจะถูกห้ามนำเข้าไปในรั้วสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ยิ่งคนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาครั้งนี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาและไม่คุ้นเคยกับพิธีรีตองขั้นตอนต่างๆ ทำให้ต่างรู้สึกหวั่นไหวว่าการเดินทางมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้จะสามารถสะท้อนข้อเท็จจริงให้สังคมทราบได้แค่ไหน
การตัดสินพึ่งกระบวนการยุติธรรมของชาวบ้านในนามเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศลาวในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในสังคมไทยนั้น การที่ต้องขึ้นศาลถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ กระบวนการมักยืดเยื้อข้ามปีจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร หากไม่จำเป็นจริงๆ คงไม่มีใครอยากขึ้นศาล โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยหาเช้ากินค่ำ
แต่เมื่อเดินมาถึงศาลปกครอง ชาวบ้านริมน้ำโขงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และพวกเขาสามารถพากันสาธิตการทอดแห และได้ปลาตัวใหญ่จากแม่น้ำโขงที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของพวกเขาได้อย่างเห็นภาพ เพื่อสื่อสารให้สื่อมวลชนนำไปถ่ายทอดสู่สาธารณะได้เข้าใจ
การนั่งรถหลายร้อยกิโลเมตรเข้าสู่กรุงเทพฯ ของชาวบ้านในครั้งนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันและความเจ็บปวด เนื่องจากภาพข่าวที่ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คือแม่น้ำโขงในจุดสร้างเขื่อนไซยะบุรีทางตอนเหนือของลาว ถูกกางกั้นด้วยคันดินชั่วคราวจนเกือบปิดแม่น้ำ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการสร้างเขื่อน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ระดับรัฐมนตรีของทางการลาวพยายามพูดให้ชาวโลกเข้าใจไปว่าโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีถูกระงับเพื่อรอผลการศึกษาตามเสียงทักท้วงของประเทศท้ายน้ำโดยเฉพาะเวียดนามและกัมพูชา แต่ในความเป็นจริงกลับมีการก่อสร้างลับๆ อย่างต่อเนื่องมาแล้วนับปีโดยไม่มีวันหยุด
เขื่อนไซยะบุรี เป็นโครงการเขื่อนแห่งแรกที่จะกั้นแม่น้ำโขงทางตอนล่างจากทั้งหมด 11 โครงการ โดยยังไม่ได้รับฉันทามติจาก 4 ประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง ภายใต้ข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 ที่ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ได้ตกลงกันไว้เพื่อร่วมกันใช้แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน
แม้พื้นที่เขื่อนไซยะบุรีจะอยู่ในลาว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยเป็นตัวละครสำคัญที่มีส่วนผลักดันโครงการในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่บริษัทผู้พัฒนาโครงการ ธนาคารพาณิชย์ซึ่งให้การสนับสนุนทางการเงินอีก 4 แห่ง ที่สำคัญ ผู้รับซื้อไฟฟ้า 95% จากเขื่อนแห่งนี้ก็คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ชาวบ้านจากเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ดำเนินการยื่นฟ้อง กฟผ. ที่ลงนามในสัญญาซื้อพลังงานไฟฟ้า (PPA) จากบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ ในประเทศลาว โดยมีผู้ฟ้องคดี 37 คน และผู้สนับสนุนให้ฟ้องคดี 1,019 คน ซึ่งเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงในประเทศไทย นับตั้งแต่ จ.เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ มุกดาหาร และอุบลราชธานี
ผู้ถูกฟ้องคดีในครั้งนี้ ได้แก่ กฟผ. คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน ในฐานะกำกับ กฟผ.และคณะรัฐมนตรี โดยข้อกล่าวหาคือ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติตามข้อตกลงแม่น้ำโขง การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
เนื้อหาในคำฟ้องระบุว่า ประชาชนใน “เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง” รวมทั้งผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน เป็นผู้ที่อยู่อาศัย ทำมาหากินอยู่บริเวณแม่น้ำโขง โดยได้อาศัยกันอยู่เป็นชุมชน มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ที่เชื่อมโยงผูกพันกับแม่น้ำโขงมาหลายชั่วอายุคน นับแต่ครั้งอดีตตลอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม่น้ำโขงจึงมีความสำคัญต่อผู้ฟ้องคดีและประชาชนในลุ่มน้ำโขง ได้แก่ การเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ ซึ่งการศึกษาระบุว่า การประมงแม่น้ำโขงเป็นการประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าขั้นต้นปีละ 7 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้แม่น้ำโขงยังเป็นแหล่งอาชีพเกษตรกรรมและร่อนทอง แหล่งลำเลียงสินค้า การท่องเที่ยว และประเพณีวัฒนธรรม
สำหรับมูลเหตุแห่งการฟ้องคดี คำฟ้องระบุว่า การทำ “สัญญาซื้อไฟฟ้า” (Power Purchase Agreement : PPA) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถือเป็นโครงการของรัฐประเภทหนึ่ง กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจ จึงถือเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่ง เมื่อ กฟผ.ดำเนินโครงการใดๆ ในการประกอบกิจการของตน แม้จะเป็นเพียงสัญญา แต่หากสัญญาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรัฐ ประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ย่อมต้องถือว่าการดำเนินการนั้นๆ เป็นโครงการของรัฐ ซึ่งนอกจากจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหากเป็นกิจการที่เกี่ยวกับการซื้อไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นกิจการเกี่ยวกับนโยบายพลังงาน ก็ย่อมต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติแล้ว การดำเนินกิจการดังกล่าวยังต้องถูกควบคุมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ว่าด้วยการประกอบกิจการหรือการดำเนินโครงการแห่งรัฐ
นั่นหมายความว่า แม้เขื่อนไซยะบุรีจะอยู่นอกประเทศไทย แต่การที่ กฟผ.รับซื้อไฟฟ้า ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายไทย อาทิ การเปิดเผยข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การจัดให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการประเมินผลกระทบทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ ดังนั้นการที่ กฟผ.ลงนามในสัญญาซื้อไฟฟ้ากับทางการลาวจึงถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย
การฟ้องศาลปกครองของชาวบ้านลุ่มน้ำโขงในครั้งนี้ ถือว่าเป็นกรณีแรกที่จะเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับผลกระทบข้ามแดน โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องยึดหลักธรรมาภิบาล มิใช่เพียงแค่หอบเม็ดเงินเข้าไปตักตวงผลประโยชน์จากแหล่งธรรมชาติของประเทศที่มีรั้วติดกันอย่างไรก็ได้
ประเทศในภูมิภาคนี้มีระบบนิเวศและวัฒนธรรมที่เชื่อมร้อยกันมายาวนาน เพียงแต่รัฐสมัยใหม่ได้สมมติเส้นเขตแดนเป็นตัวแบ่งกั้น แต่ไม่ว่าพื้นที่ใดหรือจุดใดถูกทำลาย ย่อมส่งผลกระทบกันเป็นลูกโซ่ในพื้นที่ที่เหลืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เราควรยกระดับจิตสำนึกของนักลงทุนและนักแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรกันบ้าง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญในภูมิภาค







