
ต้องชี้แจงไม่ใช่แก้ตัว
การเมืองไทยได้พัฒนาไปอีกขั้นในเรื่องของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ที่องค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชนร่วมมือกันดูว่า รัฐบาลปฏิบัติตามที่ได้สัญญาไว้เมื่อครั้งที่หาเสียง และแต่ละโครงการที่ลงทุนมีการคอร์รัปชันหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีประกาศมาตลอดว่า จะจริงจังและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน
การเมืองไทยได้พัฒนาไปอีกขั้นในเรื่องของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ที่องค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชนร่วมมือกันดูว่า รัฐบาลปฏิบัติตามที่ได้สัญญาไว้เมื่อครั้งที่หาเสียง และแต่ละโครงการที่ลงทุนมีการคอร์รัปชันหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีประกาศมาตลอดว่า จะจริงจังและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน
การลงทุนในโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลได้ขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษได้ ทั้งที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทักท้วง และ ครม.ยืนยันที่จะประมูลวิธีพิเศษ โดยอ้างว่า ครม.มีอำนาจไม่ต้องฟัง ป.ป.ช.ก็ได้
แล้วการเปิดปมการที่รัฐบาลไปทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทยและรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 3 ฉบับ โดยระบุว่า การทำเช่นนี้เป็นการผูกมัดที่จะให้จีนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการระบบน้ำทั้งหมดของไทย
ในเอ็มโอยูค่อนข้างจะมีรายละเอียดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน ว่าจะทำอย่างไรบ้าง และเห็นว่าไม่เป็นการโปร่งใสในการทำเช่นนี้ เพราะเหมือนเอื้อให้บริษัทต่างชาติเข้ามาคว้าโครงการลงทุนในไทยไปหมด โดยบริษัทไทยไม่ได้แบ่งเค้กชิ้นนี้เลย
แม้ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะ
นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานกลุ่มวิศวกรเพื่อชาติได้นำเอกสารที่รัฐบาลได้ทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนเกี่ยวกับโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 3 ฉบับ มาเผยแพร่ต่อที่สัมมนาเรื่อง"งบน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน รวดเร็ว คุ้มค่า โปร่งใส?"ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่9 ส.ค. ทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้ผูกมัดว่าจะให้จีนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการน้ำในประเทศไทยทั้งระบบ
ข้อตกลงที่สำคัญมี 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วย ความร่วมมือใน 4 สาขา เพื่อจีน ซึ่งลงนามไประหว่างนายกฯ ไทยกับรองประธานาธิบดีจีน เมื่อธ.ค.2554 ได้แก่ การพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างครบวงจร ฯลฯ
หนังสือฉบับที่สอง เป็นบันทึกความเข้าใจซึ่งนายกฯ ลงนามกับทางการจีนระหว่างเดินทางไปเยือนจีน มีสาระสำคัญคือ 1.ให้รัฐบาลจีนศึกษาความเป็นไปได้ที่ครอบคลุมการวางแผนการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ2.การวางแผนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับ
ทะเลท่วมในอ่าวไทย ทั้งนี้จะนำผลการศึกษาเสนอต่อคณะกรรมการร่วมที่ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งขึ้นร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังระบุถึงสาระสำคัญอีกว่า 1.สองฝ่ายจะร่วมมือพัฒนาระบบการจัดการน้ำแบบบูรณาการบนหลักการผลประโยชน์ร่วมกัน 2.สองฝ่ายจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรีเพื่อดูแลเสนอแนะ และประสานความร่วมมือในด้านการจัดการน้ำแบบบูรณาการหน่วยงานรัฐ องค์กรทางการเงินและบริษัทเอกชนทั้งสองประเทศ
3.สองฝ่ายจะหารือรูปแบบสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือในระบบการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งรวมถึงครอบคลุมการวางแผนการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำการควบคุมน้ำท่วมและวางแผนการใช้ทรัพยากรน้ำ การวางแผนการบริหารลุ่มน้ำและการวางแผนป้องกันน้ำท่วมในอ่าวไทย
ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวชี้แจงข้อกล่าวหาของนักวิชาการที่ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ว่า รัฐบาลได้ให้หลายประเทศเข้ามาศึกษาแก้ปัญหาระบบน้ำ ทั้งญี่ปุ่น อเมริกา เนเธอร์แลนด์ ใครให้คำแนะนำรัฐบาลไทยก็ฟังทั้งนั้น และไม่มีการล็อกสเปกใครอยากเข้ามาลงทุนก็ยื่นขอร่วมโครงการได้
แต่ที่ปลอดประสพไม่ได้ตอบก็คือ การที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเซ็นเอ็มโอยูกับรัฐบาลจีนนั้น เป็นการให้อภิสิทธิ์กับนักลงทุนจีนเหนือกว่าชาติอื่นหรือไม่ ซึ่งเท่านี้ก็ผิดหลักการดำเนินการอย่างโปร่งใสของการประมูลโครงการขนาดใหญ่อยู่แล้ว
รัฐบาลบอกว่าจะขจัดปัญหาคอร์รัปชันออกไป แต่วิถีปฏิบัติในการลงทุนโครงการน้ำกลับดูเหมือนจะทำตรงกันข้ามกับที่พูด คำติติงของนักวิชาการนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ นายกฯ จะต้องชี้แจงว่าเอ็มโอยูนั้นคืออะไร และทำไมจึงต้องทำให้เกิดความกังขาว่ารัฐบาลแอบทำอะไรที่ไม่โปร่งใส
สิ่งที่เกิดนี้คนไทยต้องการคำตอบในฐานะผู้เสียภาษี มีสิทธิที่จะรับรู้สิ่งที่รัฐบาลทำ ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใสและชัดเจน มากกว่าจะมากล่าวหาคนที่มาให้ข้อมูลว่าไม่สร้างสรรค์







