
ไม่ได้อยากแต่ต้องสู้
สิ้นเสียงคำพิพากษาศาลอาญาให้จำคุกแก่ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร แต่ให้รอลงอาญาโทษไว้ 2 ปี
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สิ้นเสียงคำพิพากษาศาลอาญาให้จำคุกแก่ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร แต่ให้รอลงอาญาโทษไว้ 2 ปี ในคดีขึ้นเงินเดือนตัวเอง สมัยเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เก้าอี้ประธานวุฒิสภาก็ว่างลงทันที ชื่อของ “นิคม ไวยรัชพานิช” สว.ฉะเชิงเทรา และรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ก็โผล่เป็นตัวเต็งคนสำคัญ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของวุฒิสภาชุดลูกผสม
ที่สำคัญบรรดา สว.สายเลือกตั้งกว่าครึ่งสภาต่างยกยอว่านิคมมีความเหมาะสมที่จะเป็นประธานวุฒิสภามากที่สุด โดยต้องชิงกับ พิเชต สุนทรพิพิธ สว.สรรหา ที่กลุ่ม สว.สรรหาส่งเข้าประกวด
แต่ถึงแม้จะมากด้วยบารมีที่สะสมมาตลอดในเก้าอี้รองประธานวุฒิสภา 4 ปี ทว่านิคมก็ไม่เคยสัมผัสตำแหน่งประธานวุฒิสภา โดยเฉพาะเมื่อครั้งลงชิงตำแหน่งกับ พล.อ.ธีรเดช ซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็น สว.สรรหาชุดใหม่ ปรากฏว่านิคมแพ้ขาดลอยถึง 52 ต่อ 91 เสียง
มาในครั้งนี้ถือเป็นรอบที่ 2 สำหรับการลงชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา ในวันที่ 14 ส.ค. “นิคม” เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ ถึงความพร้อมและคำถามที่ว่า “ทำไมถึงอยากเป็นประธานวุฒิสภา”
“ไม่ได้เตรียมอะไรมาก แต่บอกตัวเองเสมอว่าต้องตั้งมั่นอยู่ในความพร้อมตลอดเวลา ห้ามประมาท พร้อมที่จะแพ้ พร้อมที่จะชนะ อาจจะไม่สำเร็จก็ได้ คือ แล้วแต่ดวงของคนด้วย อย่าไปอะไรมันมากเลย ก็ไม่รู้สิ คนเราต้องพร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์”
ปัจจุบันมี สว.เหลือ 146 คน จากยอดเดิม 150 คน แบ่งเป็น สว.เลือกตั้ง 76 คน สว.สรรหา 70 คน
นิคม ระบุว่า สว.สายเลือกตั้งไม่มีคีย์แมน หรือมือประสานสิบทิศ เนื่องจากเราต่างคนต่างมา 76 พรรค ถ้าจะให้บอกว่าตอนนี้มีเสียงเท่าไรก็ตอบยาก แต่ถ้ายึดจากครั้งก่อนก็มี 52 เสียง
“สงสัยดวงคนมันจะเป็นรองประธานวุฒิสภามั้ง ไม่เหมือนกับกลุ่มสรรหามาจากพรรคเดียวกัน คือ คณะกรรมการสรรหาสู้กันไม่ได้สักที เป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบทางรัฐธรรมนูญ”
แม้น้ำเสียงจะไม่มั่นใจจะชนะเด็ดขาด กระนั้นเขาบอกว่ายังมีลุ้นและว่าการล็อบบี้มีแน่นอนทุกเวทีทุกครั้ง เพราะเป็นวัฒนธรรมสังคมไทย ขนาดในยูเอ็นยังมีล็อบบี้ สภาก็เช่นเดียวกัน
สำหรับการเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภาหนนี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 ปี ซึ่ง สว.เลือกตั้งเหลือวาระอีกประมาณ 2 ปี จะต้องพ้นจากตำแหน่งแล้วเลือกตั้งกันล็อตใหม่ นิคมฉายภาพย้อนหลังถึงการชิงตำแหน่งที่ผ่านมาให้ฟัง
“ครั้งแรกสายเลือกตั้งไม่ได้ยอมนะครับ ก็สู้กัน สายเลือกตั้งส่งท่านทวีศักดิ์ คิดบรรจง สว. บุรีรัมย์ แต่บังเอิญว่าเกมการเมืองตอนนั้นยังตั้งตัวไม่ติด มีการปล่อยข่าวว่ามีการแจกเงิน มีการแจกรถ ทำให้ผมสงสารท่านทวีศักดิ์อย่างมาก ตอนนั้นผมคิดว่าท่านทวีศักดิ์ไม่น่าจะแพ้ให้กับท่านประสพสุข บุญเดช น่าเสียดายแทน เราหาคนแก้เกมไม่ทัน”
“ครั้งที่สอง ความจริงแล้วดูทิศทางตอนแรกฝ่ายเลือกตั้งน่าจะสดใสนะครับ ขณะนั้น สว.สรรหาเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามวาระ โดยมีคนเก่ากลับเข้ามา 34 คน และเป็นคนใหม่อีก 40 คน แต่เราประมาณผิดไปหน่อย เพราะจริงๆ แล้วมาจากช่องทางเดียวกัน คือ คณะกรรมการสรรหา และผิดคาดมี สว.เลือกตั้ง 20 เสียง ไปเทให้สรรหา เป็นของภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานบางส่วน”
“ครั้งที่สามครั้งนี้ มีความสำคัญตรงที่ถ้าสายเลือกตั้งจะดำรงตำแหน่งได้เพียงไม่ถึง 2 ปี แต่ถ้าสายสรรหาได้ก็จะเหลือวาระดำรงตำแหน่งอีก 5 ปี ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญไปยาวเลย มองกันตามหลักแล้ว ควรให้โอกาสคนที่เหลือวาระน้อยได้ทำหน้าที่บ้างในฐานะที่มีความยึดโยงกับประชาชน”
ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพใน สว.สายเลือกตั้งมาจากความพยายามต่างตั้งตนเป็นหัวหน้ากลุ่มกันมากเกินไปหรือไม่? นิคม ตอบว่า “แน่นอนครับ อันนี้เป็นสังคมของสัตว์โลก ในสัตว์ยังมีจ่าฝูง หัวหน้าฝูงไม่ใช่จำกัดเฉพาะแค่คน เป็นธรรมดา”
นอกจากอุปสรรคในเรื่องเสียงที่ทำให้เก้าอี้ประธานวุฒิสภาที่นิยมหวังไว้ ยังไม่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังมีเกมจาก สว.สรรหา ที่บีบให้เขาแสดงสปิริตลาออกจากรองประธานวุฒิ ก่อนลงสมัครชิงประธานวุฒิสภา เป็นอีกปัจจัยที่บั่นทอนและท้าทายต่อการตัดสินใจ
“ผมจะลาออกหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะถึงยังไงผมก็ต้องออก ถ้าผมได้ตำแหน่งประธานวุฒิสภาไปโดยปริยาย แต่การลาออกเพื่อแสดงสปิริตนั้น ถามว่า สปิริตตรงนี้มันมีผลได้ผลเสียต่อการเลือกตั้งอย่างไร”
“ถ้าผมลาออกแล้ว ผมจะสง่างามมันจะมีผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่ มันไม่มี มันไม่เหมือนตำแหน่งอื่น ไม่เหมือนคุณเป็นเจ้าพนักงานแล้วลงเลือกตั้ง เพียงแต่การเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 มีผลต่อความหวังของคนที่อยากเป็นตำแหน่งนี้”
ช่วยขยายความหน่อย?. นิคมครุ่นคิดก่อนตอบ “เออ...ใช่ เกมนี้ชัดเจน แต่ถ้าผมไม่ออก เขาก็จะมีประธานวุฒิสภาคนเดียว อันนี้เป็นสิ่งยุ่งยากใจพอสมควร ผมก็ต้องยอมรับแรงกดดัน เป็นแรงกดดันของคนที่ประสงค์อยากได้ตำแหน่งนี้ โดยอ้างว่าต้องแสดงสปิริตลาออก”
“ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ผมแสดงจุดยืนแสดงสปิริต และบอกว่าถ้าไม่ออกจะไม่ลงคะแนนให้และจะได้คะแนนน้อย อีกฝ่ายบอกว่า อย่าลาออก ถ้าลาออกก็เข้าล็อกเขาเลย แล้วจะให้ผมทำยังไงดี ตอนนี้ผมมี 23 สามทางเลือก แต่บางทีก็คิดว่าอาจไม่ลงสมัครเลือกตั้งประธานวุฒิสภาเลย ไม่รู้สิตอนนี้มีแต่เจ็บตัว เจ็บมาก หรือเจ็บน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่เคยมีเสมอตัวเลย”
“พวกเขาก็บี้หนัก ไม่รู้ว่าบี้ผมเพื่อให้ประโยชน์อะไร แต่ผมก็พอมองออก อาศัยความสง่างามพูดออกมาแล้วดูดี ดูจ๊าบ ดูดี๊ดี แต่มีเป้าหมาย”
ตลอดเวลาที่นิคมเป็นรองประธานวุฒิสภา มักถูกข้อกล่าวหาว่า “อยากเป็นประธานวุฒิสภา” อยู่เสมอ เพราะครั้งหนึ่งเมื่อปี 2554 สว.สายเลือกตั้งที่ร่วมสนับสนุนนิคมลงชื่อรวมตัวกดดันให้ “ประสพสุข” ลาออกแต่ไม่สำเร็จ ขณะที่นิคมชี้แจงว่า ไม่มีส่วนกับการเลื่อยขาเก้าอี้ จึงขอให้ไว้ใจได้ ต่อมาเมื่อนิคมแพ้ชิงประธานวุฒิสภาให้กับ พล.อ.ธีรเดช ก็มีข่าวออกมาว่า นิคมไม่ลงรอยกับท่านประธาน
“เออ...เรื่องอยากเป็นประธานวุฒิสภา คนทุกคนไปคิดเอง ถ้าใครอยู่ในตำแหน่งผม ฐานะอย่างผม ถามว่าผมปฏิเสธไม่เอาได้หรือไม่ ถ้าผมทำอย่างนั้น กลุ่มที่สนับสนุนผมก็จะหมดความเชื่อถือในตัวผม ฉะนั้นผมต้องแสดงภาวะผู้นำ เมื่อตำแหน่งว่างและผมเป็นรองประธานวุฒิสภาอันดับที่ 1 อยู่ๆ คุณเป็นรองอันดับ 1 แล้วคุณไม่ลุกขึ้นสู้เขาได้อย่างไร ไม่ใช่ผมอยากเป็นประธานวุฒิสภา มาได้แค่นี้ก็มาได้ไกลเกินที่ผมคิดแล้ว”
ถามถึง “พิเชต” คู่แข่งคนสำคัญจากสายสรรหา เขาประเมินว่า “ท่านพิเชตเป็นคนดีเรียบร้อย นุ่มนิ่ม สุขุม เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ผมอยู่ตรงนี้ ทั้งคนรักและคนไม่รัก คนชอบและคนไม่ชอบ กับท่านพิเชตก็ได้คุยกันนะ ไม่มีอะไร มีน้ำใจนักกีฬาเหมือนเดิม”
แสดงว่า สว.พิเชตไม่น่ากลัวเท่ากับคนที่หนุนหลังท่านพิเชต? นิคม ฟันธง “อันนี้ถูกต้อง”







