
ต้องค่อยๆ ปรับ
ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนประจำเดือน ก.ค. ล่าสุดนั้นปรับขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 9.2% แม้ว่าจะยังอยู่ในแดนบวก แต่ก็เป็นการปรับตัวขึ้นที่ชะลอความเร็วลงเรื่อยๆ จากเดือนก่อนๆ ที่ 14% ก็ลดลงมาเรื่อยจนถึง 9% นิดๆ ดังที่เห็น
ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนประจำเดือน ก.ค. ล่าสุดนั้นปรับขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 9.2% แม้ว่าจะยังอยู่ในแดนบวก แต่ก็เป็นการปรับตัวขึ้นที่ชะลอความเร็วลงเรื่อยๆ จากเดือนก่อนๆ ที่ 14% ก็ลดลงมาเรื่อยจนถึง 9% นิดๆ ดังที่เห็น
สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตของจีนกำลังมีปัญหา และภาคการผลิตของจีนก็คือพลังการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของจีน เศรษฐกิจจีนจะไปต่อได้แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับภาคการผลิตของจีนทั้งนั้นครับ
นั่นเป็นเพราะว่าจีนวางสถานะตัวเองไว้เป็นโรงงานผลิตของโลก จีนเป็นมือปืนรับจ้างผลิตสินค้าทั้งเกรดบ๊วยๆ ไปจนถึงเกรดเอ บริษัทเอกชนทั่วโลกย้ายมาตั้งฐานการผลิตในจีนกันทั้งสิ้น เพราะต้นทุนการผลิตต่ำ และแรงงานมีปริมาณมาก นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ในวันนี้สหรัฐกดดันให้จีนลอยค่าเงินหยวนกันแบบเอาเป็นเอาตาย เพราะเอกชนสหรัฐย้ายฐานการผลิตมายังจีนกันหมด ทำให้คนอเมริกันตกงานกันเป็นเบือ
แต่การวางสถานะของจีนเช่นนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป เพราะเท่ากับว่าจีนต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจตลอด เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว เศรษฐกิจยุโรปฟุบ จีนก็มักจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย เห็นได้จากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงต่อเนื่องดังกล่าว
สิ่งหนึ่งที่จีนจำเป็นจะต้องรีบปรับสมดุลให้กับเศรษฐกิจก็คือ การกระตุ้นแรงบริโภคภายในให้ขึ้นมามีสัดส่วนที่สมดุลเพียงพอกับการพึ่งพาการส่งออก แม้ว่าจีนจะมีเศรษฐีจำนวนมากขึ้นจากสถานะเศรษฐกิจของประเทศที่มั่งคั่งขึ้น แต่จีนก็ยังไม่พ้นคำว่า จนกระจุกรวยกระจายเช่นกัน ในขณะที่เมืองชายฝั่งโตเอาๆ แต่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ยังเต็มไปด้วยความยากจน
ดังนั้น เป้าหมายการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชาชนจึงเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลกรุงปักกิ่งครับ เพราะถ้าหากประชาชนยังมีรายได้ต่ำอยู่เป็นจำนวนมาก การจะเพิ่มพลังของผู้บริโภคภายในก็เป็นไปได้ยาก
สภาพเศรษฐกิจของจีนสวนทางกับสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นอย่างยิ่ง ที่ประเทศเหล่านั้นพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก หากถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน ก็ต้องตอบว่ามีทั้งส่วนดีส่วนเสียด้วยกันทั้งคู่ แต่การสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งพาตนเอง และการพึ่งพาส่งออกสินค้า ถือเป็นสิ่งที่จีนต้องเร่งกระทำอย่างยิ่ง
และนั่นก็เป็นบทเรียนสำหรับเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกันครับ ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากถึง 70% ทีเดียว เรายังต้องพึ่งพาตลาดส่งออกในต่างประเทศเป็นหลัก
ซ้ำร้าย อัตราการออมในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นนั้น ก็ถือว่าน้อยมาก การบริโภคภายในของประเทศไทยส่วนมากเป็นการกู้หนี้ยืมสินมาบริโภคซะเป็นส่วนใหญ่เสียอีก
สภาวะเศรษฐกิจโลกอึมครึมเช่นนี้ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราน่าจะสำรวจตัวเองครับ เห็นรายงานข่าวล่าสุดว่าคนไทยที่มีเงินออมในบัญชีธนาคารไม่ถึง 5 หมื่นบาท มีมากถึง 60 ล้านบัญชี
เกือบจะเท่ากับจำนวนคนทั้งประเทศ!







