
ฟังและคิดบ้าง
การดีเบตระหว่างนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เมื่อคืนวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นวาระสำคัญ และจะเกิดประโยชน์อย่างมาก ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากมายในอนาคต
การดีเบตระหว่างนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เมื่อคืนวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นวาระสำคัญ และจะเกิดประโยชน์อย่างมาก ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากมายในอนาคต
ครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้าของบุคคลสำคัญต่อปากท้องประชาชนทุกระดับ ซึ่งหากทั้งสองคนมีการระดมสมองร่วมกัน ในการเจาะลึกและคาดการณ์ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด ก็เชื่อว่าจะสามารถนำพาให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่ลำบากมากนักหากภัยนอกบ้านเข้ามาลุกลาม
แต่บรรยากาศภายในงาน “ต่างทัศนะ ร่วมมุมมอง พี่น้องตลาดทุน” กลับเห็นการมองต่างมุมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการจำนำข้าว ซึ่งนายกิตติรัตน์ย้ำเต็มปากเต็มคำว่าจะเดินหน้าต่อไป ขณะที่นายกรณ์เสนอให้ยกเลิกเถอะ เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มกับส่วนที่สูญเสียไป และเรียกร้องให้แก้ปัญหาคอร์รัปชันให้น้อยลงบ้าง
และที่สำคัญ นายกรณ์ยังเตือนภัยให้มือเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เตรียมความพร้อมให้มากที่สุด หากเกิดกรณีวิกฤตโลกทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนทำให้นักลงทุนต่างชาติตื่นตระหนก และมีการถอนเงินลงทุนออกไปจากประเทศไทยอย่างมโหฬารก็เป็นไปได้
จึงเสนอให้รัฐบาลต้องตระหนักถึงการบริหารความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยเพื่อดึงเงินลงทุนที่จะไหลออกไปให้อยู่ในประเทศไทยต่อไปให้มากที่สุด
แต่ดูเหมือนว่านายกิตติรัตน์กลับมองปัญหานี้ไม่เห็น หรืออาจจะคิดว่าการทำงานของรัฐบาลที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนในประเทศ การเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณ รวมถึงการกระทุ้งให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 3% ก็น่าจะรับมือกับความตกต่ำของการส่งออกได้แล้ว และจะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ถึง 7% ในปีนี้ ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้นเลย เพราะหลายประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ถึงเวลาแล้วที่ท่านรองนายกฯ ต้องยอมรับความจริง พร้อมน้อมรับความคิดเห็นจากทุกฝ่าย
ดังนั้น นายกิตติรัตน์ควรจะต้องรับฟังและนำข้อเสนอแนะของนายกรณ์ไปขบคิดบ้าง เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติบ้าง เพราะถ้าหากยังคงยืนกรานอย่างมั่นคงว่า ไม่เห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเลย จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมแผนรับมืออย่างเข้มข้นแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นอาจจะสายเกินไปหรือจะนำพาเศรษฐกิจและคนไทยลำบากกว่าหลายๆ ประเทศที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เป็นไปได้







