posttoday
ดัน 4 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ย้ำไม่ซ้ำซ้อน-ไม่เคอร์ฟิว

ดัน 4 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ย้ำไม่ซ้ำซ้อน-ไม่เคอร์ฟิว

09 สิงหาคม 2555

การประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่สงบได้

โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

การประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่สงบได้ แต่การต่อยอดจากนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องให้นำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผล นโยบายที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ย้ำในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ มีระบบเตือนภัยที่มีข้อมูลชัดเจน มีการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุโดยมีขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมกับการเสริมสร้างความเข้าใจ ลดความหวาดระแวงต่อกัน เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ในขณะที่ต้องมีการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนควบคู่ไปด้วย

ดัน 4 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ย้ำไม่ซ้ำซ้อน-ไม่เคอร์ฟิว

 

สำหรับผลคืบหน้าของการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้มีการเร่งรัดดำเนินการตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ร่วมในเรื่องการเสริมสร้างความปลอดภัย และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีใน 4 เรื่อง คือ 1.การจัดให้มีเขตรักษาความปลอดภัย (Safety Zone) เป็นการเฉพาะ โดยเน้น 13 พื้นที่ ประกอบด้วยพื้นที่เศรษฐกิจในเมืองสำคัญและชุมชนสาธารณะ 7 พื้นที่ คือ อ.เมือง จ.ปัตตานี อ.เมือง จ.ยะลา อ.เบตง จ.ยะลา อ.เมือง จ.นราธิวาส อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งพื้นที่ที่มีสถานการณ์และเหตุการณ์ความรุนแรงบ่อยครั้งอีก 6 พื้นที่ คือ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี อ.ธารโต จ.ยะลา อ.บาเจาะ อ.ระแงะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

2.การติดตั้งกล้องทีวีวงจรปิด (CCTV) ครอบคลุมทุกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.การจัดให้มีการตั้งด่านตรวจที่ ต.ควนมีด อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ 4.การตรวจสอบการย้ายถิ่นของบุคคลและการเคลื่อนย้ายยานพาหนะ และให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศมาเลเซีย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณดำเนินการในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในปี 2555 แต่ยังไม่ดำเนินการนั้น ต้องไม่นำงบประมาณไปใช้นอกพื้นที่ แต่ให้นำไปจัดทำแผนงาน โครงการที่ตอบสนองเป้าหมายยุทธศาสตร์ร่วม 29 ข้อ และข้อสั่งการ 6 ข้อ ของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง Safety Zone และกล้อง CCTV

“การตั้งศูนย์ปฏิบัติการอยู่ภายใต้ศูนย์ขับเคลื่อนฯ ที่มี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ดูแลอยู่ ไม่ได้เป็นการทำงานซ้ำซ้อนแต่อย่างใด เป็นเพียงการนำเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่มาทำงานภายใต้กรอบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นเอกภาพในการทำงาน” ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการรับทราบความคืบหน้าในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเห็นชอบในหลักการเรื่องการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.จชต.) เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติ

ทั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดตามการดำเนินงานจากระดับพื้นที่ขึ้นมาในระดับสูงเพื่อพิจารณาตกลงใจแก้ปัญหา โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เข้ามาช่วยเสริมการทำงานด้านข้อมูลเพื่อให้มีการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วตรงกัน

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งตำรวจจะเข้าไปเสริมในการแก้ปัญหาไฟใต้นั้น วันที่ 10 ส.ค. จะมีการประชุมอีกครั้ง ซึ่งผลที่ออกจะไม่เหมือนเก่า โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยและจะมีความชัดเจนมากขึ้น

สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยในปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในพื้นที่ต่างๆ ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุในพื้นที่ภาคใต้นั้น โครงการพระราชดำริต่างๆ ได้ส่งไปพัฒนาพื้นที่ภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองพระองค์ได้ให้มูลนิธิชัยพัฒนาลงไปช่วยแก้ไข แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งทางมูลนิธิเน้นในด้านการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชน

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงห่วงพระสงฆ์ในภาคใต้อย่างมาก เนื่องจากขณะนี้พบว่าพระสงฆ์จำนวนมากได้ลาสิกขาบท และย้ายออกจากบริเวณที่เกิดปัญหาทางภาคใต้ ทำให้ประชาชนที่ยังนับถือพุทธศาสนาไม่มีขวัญกำลังใจ และไม่สามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้ ดังนั้นทางกองทัพได้รับสนองพระราชเสาวนีย์ในการขอความร่วมมือ ถามความสมัครใจไปยังพระสงฆ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ในการที่จะไปจำวัดในภาคใต้ให้ได้วัดละ 5 รูป ทั้งนี้เพื่อที่จะสามารถประกอบศาสนกิจและพิธีกรรมต่างๆ ได้ และยังเป็นขวัญกำลังใจแก่คนในพื้นที่ด้วย

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด