
ดวลกึ๋นสองขั้วขุนคลัง
การประชันวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจในหัวข้อ ต่างทัศนะ ร่วมมุมมอง พี่น้องตลาดทุน ระหว่างนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ซึ่งจัดโดยสภาตลาดทุน เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ทั้งสองได้แสดงวิสัยทัศน์ใน 3 ประเด็น คือ 1.ไทยจะรับมือกับวิกฤตการณ์โลกได้อย่างไร 2.ไทยจะใช้ยุทธศาสตร์อะไรในอาเซียนและ 3.จะใช้ตลาดทุนไทยในการพัฒนาประเทศอย่างไร
การประชันวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจในหัวข้อ ต่างทัศนะ ร่วมมุมมอง พี่น้องตลาดทุน ระหว่างนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ซึ่งจัดโดยสภาตลาดทุน เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ทั้งสองได้แสดงวิสัยทัศน์ใน 3 ประเด็น คือ 1.ไทยจะรับมือกับวิกฤตการณ์โลกได้อย่างไร 2.ไทยจะใช้ยุทธศาสตร์อะไรในอาเซียนและ 3.จะใช้ตลาดทุนไทยในการพัฒนาประเทศอย่างไร
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลเห็นสัญญาณการส่งออกชะลอตัวนานแล้ว โดยเสนอให้ใช้นโยบายการเงิน ด้วยการทำให้ค่าเงินบาทอ่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามทำให้เกิดการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศ
“เรื่องอาเซียน รัฐบาลได้เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจและการลงทุนกับเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้มีการค้าขายสินค้าระหว่างกันมากขึ้น ผมอยากเห็นธนาคารเปิดสาขาในอาเซียน เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินและทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น” นายกิตติรัตน์ กล่าว
สำหรับนโยบายตลาดหลักทรัพย์ นายกิตติรัตน์ ยืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลไม่มีนโยบายแปรรูปตลาดหลักทรัพย์
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เรียกร้องให้รัฐบาลสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติ เพราะหากเกิดวิกฤตรุนแรงต่างชาติอาจถอนเงินออก รวมทั้งปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งรัฐบาลนี้มีโครงการลงทุนมาก ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต
ในด้านยุทธศาสตร์อาเซียนควรมีการร่วมมือใช้เงินสกุลในอาเซียนค้าขายระหว่างกันแทนการใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐและควรมีการพัฒนาตลาดตราสารหนี้เพื่อให้เป็นแหล่งระดมทุน พร้อมกับตั้งสำนักงานการลงทุนของอาเซียน เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับคำแนะนำ เตรียมพร้อมสำหรับการขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ประเด็นสุดท้าย เรื่องของตลาดหลักทรัพย์นายกรณ์ เห็นว่า ควรมีการแปรรูป และอาจถึงขั้นควบรวมกับตลาดหลักทรัพย์อื่นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องของไทยที่ยังมีน้อย โครงสร้างตลาดหลักทรัพย์ไทยยังไม่เอื้ออำนวยให้ใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่แหล่งซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นช่องทางการระดมทุนของผู้ประกอบการด้วย ในปี 2553ถึงปัจจุบันมีมูลค่าการเพิ่มทุนเฉลี่ยปีละ 8 หมื่นล้านบาท







