
แรงงานถูกอินเดียกับดักเติบโตทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในความได้เปรียบที่นับเป็นศักยภาพอันแข็งแกร่ง ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
หนึ่งในความได้เปรียบที่นับเป็นศักยภาพอันแข็งแกร่ง ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจได้อย่างทัดเทียมกับบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว จนนับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของชาติเอเชียก็คือ “แรงงานราคาถูก” จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน มหาอำนาจอันดับหนึ่งของเอเชียและประเทศอินเดีย ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของภูมิภาค
หลักฐานยืนยันที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ จำนวนโรงงานอุตสาหกรรมของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมากมายผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวดอกเห็ดในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งที่ถือเป็นความได้เปรียบมาโดยตลอดกำลังพลิกผันกลับตาลปัตรเป็นหนามแหลมพุ่งมาทิ่มแทงบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน
คล้ายระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอวันปะทุ! โดยมีประเทศที่ได้ชิมลางลิ้มรสฝาดขมของระเบิดลูกดังกล่าวไปแล้วอย่างอินเดีย
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ และอาจถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งครั้งของการประท้วงแรงงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดียที่โรงงานผลิตรถยนต์ซูซูกิ มูราติ ซึ่งจบลงด้วยการเสียชีวิตของผู้จัดการโรงงาน และความเสียหายจากการทุบเผาทำลายอาคารของเหล่าลูกจ้างจนต้องปิดโรงงานอย่างไม่มีกำหนด
คิดเป็นมูลค่าความเสียหายขั้นต้นมากกว่า 300 ล้านบาท ขณะที่การปิดโรงงานผลิตรถยนต์เพื่อปรับปรุงฟื้นฟู ก็ทำให้ซูซูกิ ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำจากญี่ปุ่นแทบกระอัก เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการปิดโรงงานที่ตามปกติสามารถผลิตรถยนต์ได้วันละ 1,700 คัน ป้อนออกสู่ตลาดสูงถึงวันละกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.17 หมื่นล้านบาท)
แม้สาเหตุของความรุนแรงครั้งล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นก็เพียงพอแล้วที่จะลั่นสัญญาณเตือนภัยถึงรัฐบาลอินเดียว่า ปัจจุบันนี้แรงงานราคาถูกไม่ใช่คำตอบของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่จะหวังให้ช่วยดึงดูดนักธุรกิจต่างชาติอีกต่อไป
เพราะคนอินเดียเริ่มต้องการมากกว่าสิ่งของที่จำเป็นสำหรับชีวิต
เพราะการเร่งเติบโตโดยไม่ลืมหูลืมตาของรัฐบาลกำลังส่งผลถึงตัวเลขเงินเฟ้อ
และเพราะการมุ่งหวังแต่จะเป็นแหล่งบุคลากรราคาถูกก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคระหว่างแรงงาน
ต้องยอมรับว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ข องอินเดียได้ยกระดับให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นกลางดีขึ้นตามไปด้วย ผลักให้ผู้คนเริ่มมีกำลังซื้อ มีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในชีวิต
ที่สุดค่าจ้างขั้นต่ำหรือผลตอบแทนที่ได้รับย่อมไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มความต้องการที่มากเกินกว่าความจำเป็นของแต่ละบุคคล เช่น ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของอินเดียเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 8.28% จากเดือนก่อนหน้า และนับเป็นเดือนที่ 6 ที่ยอดขายรถยนต์ในอินเดียมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2555 โดยยอดซื้อมาจากกลุ่มแรงงานชนชั้นกลางที่กำลังโตตามเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ผลักดันให้ค่าครองชีพของอินเดียสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินเดียเผชิญสภาวะเงินเฟ้อที่ข้าวของสินค้าและอาหารถีบตัวเพิ่มสูงขึ้น จนค่าจ้างราคาถูกที่ได้รับไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้พออิ่มท้องได้อีกต่อไป
ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุบสถิติอีกระลอกที่ 7.25% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ในเดือน ก.ค. เงินเฟ้ออินเดียน่าจะปรับตัวเพิ่มอีกเป็น 7.37% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภัยธรรมชาติอย่างภัยแล้งที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่มากขึ้นและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับระบบกฎหมายของรัฐบาลในปัจจุบันที่ทำให้เกิดความไม่เสมอภาคเท่าเทียมในหมู่แรงงาน
กลายเป็นเชื้อไฟสุมความไม่พอใจของบรรดาลูกจ้าง จนส่งผลให้เกิดเหตุประท้วงปิดโรงงาน อดอาหาร อย่างต่อเนื่องของบรรดาสหภาพแรงงานนับตั้งแต่ปี 2543 ที่บรรดาบริษัทข้ามชาติ เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างฮอนด้า ฮุนได หรือล่าสุดซูซูกิ มอเตอร์ ต้องปวดหัวมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายแรงงานของอินเดียซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2499 หรือเมื่อ 56 ปีที่แล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการจ้างและเลิกจ้างแรงงาน ส่งผลให้หลายบริษัทหาทางเลี่ยงด้วยการจ้างงานในลักษณะที่เป็นสัญญาจ้างชั่วคราวแทนการจ้างแบบถาวร
ความแตกต่างที่เกิดขึ้นก็คือ ในขณะที่ลูกจ้างทั้งสองลักษณะทำงานเหมือนกันและทำเท่ากัน ลูกจ้างถาวรที่ได้รับการบรรจุจะได้รับสวัสดิการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานพร้อมเงินเดือน 1.232.5 หมื่นรูปีต่อเดือน (ราว 7,1301.428 หมื่นบาท) ขณะที่ลูกจ้างชั่วคราวจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากเงินเดือน ซึ่งก็น้อยกว่าเกือบครึ่งที่ 7,800 รูปี (ราว 4,448.55 บาท)
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สั่งสมความไม่พอใจให้ลูกจ้างก่อหวอดประท้วงขึ้นอยู่บ่อยๆ
“รัฐบาลอินเดียจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมายแรงงานอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ภาคเอกชนมีภาวะยืดหยุ่นในการจ้างงานเสียที ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับซูซูกิในวันนี้ ไม่ช้าหรือเร็วก็จะเกิดขึ้นกับบริษัทอื่นๆ ด้วยเช่นกัน” พี.ภเรนธรัน รองประธาน บริษัท จีเอ็ม มอเตอร์ส ในอินเดียแสดงความเห็น
ความเห็นของ พี.ภเรนธรัน สอดคล้องกับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกันว่า ความหวังของการเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมการผลิตในภูมิภาคเอเชียของรัฐจะไม่มีทางเป็นจริงขึ้นมาได้ ตราบใดที่รัฐบาลอินเดียยังคงยึดติดกับ “กับดัก” นโยบายค่าจ้างราคาถูกของตนเอง
เพราะแค่เพียง 2 วันหลังเหตุประท้วงในมูราติที่เกิดขึ้น ดัชนีตลาดหุ้นอินเดีย เซนซิทีฟ อินเด็กซ์ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ก็ร่วงดิ่งถึง 8.5% ซึ่งนับว่าเลวร้ายที่สุดในช่วงสัปดาห์ดังกล่าว ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ป ก็ร่วงหล่นลงไปถึง 6.6%
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ต่อให้ค่าจ้างราคาถูกช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตได้ แต่หากมีประท้วงเกิดขึ้นบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความไม่พอใจ ค่าจ้างราคาถูกย่อมไม่ใช่ตัวช่วยที่น่าพิสมัยสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอีกต่อไป
เพราะเมื่อเทียบกับแล้วระหว่างต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น กับความเสียหายที่โรงงานต้องหยุดชะงักไม่สามารถผลิตสินค้าออกสู่ตลาด ไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา บรรดาบริษัทขนาดใหญ่ย่อมตระหนักดีว่า แบบไหนจะเสียหาย เสียเวลา และเสียโอกาสมากกว่ากัน
และน่าจะถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่รัฐบาลอินเดียต้องหามาตรการอื่นๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นบทเรียนให้กับอีกหลายๆ ประเทศในเอเชีย ซึ่งหวังใช้ค่าจ้างราคาถูกเป็นแรงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาภายในประเทศได้ตระหนักเช่นกันว่า
เมื่อถึงที่สุดแล้ว ค่าจ้างแสนถูกไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืนเท่ากับค่าแรงที่เป็นธรรม







