posttoday
มติตั้งโภคิน-พงษ์เทพนำปลดล็อกแก้รธน.

มติตั้งโภคิน-พงษ์เทพนำปลดล็อกแก้รธน.

07 สิงหาคม 2555

มติตั้งโภคิน-พงษ์เทพนำ 11 อรหันต์ปลดล็อกแก้รธน. ให้การบ้านพรรคร่วมศึกษาคำวินิจฉัยกลาง-ส่วนตน ซัดศาลเรียงประเด็นวินิจฉัยผิด มึนไม่ล้มล้างแต่ไม่ให้แก้ทั้งฉบับ

มติตั้งโภคิน-พงษ์เทพนำ 11 อรหันต์ปลดล็อกแก้รธน. ให้การบ้านพรรคร่วมศึกษาคำวินิจฉัยกลาง-ส่วนตน ซัดศาลเรียงประเด็นวินิจฉัยผิด มึนไม่ล้มล้างแต่ไม่ให้แก้ทั้งฉบับ

มติตั้งโภคิน-พงษ์เทพนำปลดล็อกแก้รธน. โภคิน-พงษ์เทพ

นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ในฐานะคณะทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล 11 คนศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงหลังการประชุมนัดแรกที่พรรคเพื่อไทยว่า ที่ประชุมมีมติให้ตนเป็นประธานคณะทำงาน และแต่งตั้งนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา สมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธาน โดยข้อสรุปของที่ประชุมวันนี้ได้มอบหมายให้พรรคร่วมรัฐบาลไปศึกษาคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนใน 4 ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างละเอียด เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนและนำมาร่วมหารืออีกครั้งในวันที่ 20 ส.ค.นี้

นายโภคิน กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีการหารือ 2 ประเด็น คือ คำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของศาลรัฐธรรมนูญมีสาระและนัยยะอย่างไรบ้าง โดยได้พิจารณาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็นและเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจน เช่น ประเด็นแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 1 วินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิรับคำร้องโดยตรงจากผู้ทราบการกระทำได้นั้นกลับไม่ปรากฏคำอธิบายในคำวินิจฉัยว่าเหตุใดก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยโดยยึดหลักการต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด (อสส.) มาตลอด อีกทั้งในเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญเองได้ระบุชัดเจนว่าต้องยื่นผ่าน อสส.เช่นกัน ดังนั้นอาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้ และหลังจากนี้คงไม่มีใครไปยื่นเรื่องผ่าน อสส.อีก

นายโภคิน กล่าวอีกว่า ข้อสังเกตอีกประการ คือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นที่ 2 ที่ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับสามารถทำได้หรือไม่ ก่อนจะวินิจฉัยในประเด็นที่ 3 คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ซึ่งเห็นว่าประเด็นที่ 3 ควรจะได้รับการวินิจฉัยก่อนประเด็นที่ 2 เพราะเมื่อวินิจฉัยในประเด็นที่ 3 แล้วว่าไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถดำเนินการได้ แต่เมื่อนำประเด็นที่ 2 มาพิจารณาก่อนจึงส่งผลให้คำวินิจฉัยออกมาเสมือนคำแนะนำให้จัดทำประชามติก่อนแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ส่วนอีกประเด็นที่ได้ประชุมหารือกัน คือ เพราะเหตุใดจึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นว่ามีบทบัญญัติหลายมาตราที่ขัดแย้งกันเองในรัฐธรรมนูญปี 50  และขัดกับหลักนิติธรรมอย่างชัดแจ้ง อาทิ มาตรา 237 ที่ลงโทษยุบทั้งพรรคการเมืองจากความผิดของคน ๆ เดียว ซึ่งขัดกับหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ในมาตรา 3 อีกทั้งยังมีที่มาจากประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งไม่ชอบธรรม และรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาไม่เคยเคยบัญญัติเช่นนี้มาก่อน

“ดังนั้นควรให้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากประชาชนทั้งประเทศผ่าน สสร. เพื่อสร้างความชอบธรรมเเละป้องกันไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญด้วย” นายโภคินกล่าว

นายโภคิน กล่าวทิ้งท้ายว่า ยังไม่สามารถสรุปกรอบระยะเวลาการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ได้ต้องขึ้นอยู่กับเนื้อหาประเด็นและความยากง่ายในการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลนำข้อสรุปของที่ประชุมไปแจ้งแต่ละพรรคทุกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์