
ก้าวต่ออย่างไร
...พิชัย นริพทะพันธุ์
เขียนก็เป็นเหมือนกับคนไทยอีกหลายล้านคน ที่ได้ใจจดใจจ่อใช้เวลาฟังคำตัดสินประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 ก.พ. และก็ไม่น่าเชื่อว่าคำพิพากษาตัดสินของคนคนหนึ่งจะมีอิทธิพลพอที่จะทำให้ประเทศนี้ทั้งประเทศต้องหยุดและเฝ้าดู
ผู้เขียนคงไม่อาจที่จะไปก้าวล่วงคำตัดสินของศาล แต่แค่อยากให้ข้อคิดว่าประเทศไทยหลังจากนี้แล้วเราควรจะมีแนวทางการก้าวต่ออย่างไร และคำตัดสินอาจจะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานทางเศรษฐกิจต่อไปอย่างไรบ้าง
ปรากฏว่า ผู้ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้รายแรก คือ กลุ่มบริษัทในเครือชินคอร์ป ที่มีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส บริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ชินแซทเทลไลท์ โดยมีข่าวเชิงลึกและการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์บางคนออกมาบอกว่า กลุ่มบริษัทนี้จะต้องถูกเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนมหาศาลเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท ทำให้หุ้นของกลุ่มบริษัทดังกล่าวตกลงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งผู้บริหารระดับสูงต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจง
หากประเมินอย่างมีสติแล้ว ก็จะพบว่ากลุ่มบริษัทดังกล่าวไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว และในแง่การดำเนินการทางธุรกิจก็ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและคำสั่งของทางราชการอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด การที่อาจต้องถูกฟ้องร้องและอาจโดนยึดบริษัท โดยการกล่าวหานี้จะสร้างผลประโยชน์แก่ประเทศได้อย่างไร
ตัวอย่างมีให้เห็นเป็นประสบการณ์จากการยึดสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเป็นคำถามคาใจประเทศได้อะไรบ้าง นอกจากจะกลายเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีก็เหมือนกับไม่มี เป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจ
เดิมผู้เขียนเป็นแฟนข่าวและติดตามรายการของสถานีไอทีวีมานาน และผลสำรวจก็แสดงให้เห็นว่าสถานีไอทีวีมีความนิยมในระดับแนวหน้า สามารถสร้างรายได้ให้สถานีและรัฐ อีกทั้งยังเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ทำให้ประเทศมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่ม ปัจจุบันมีผู้ชมจำนวนเท่าใดที่ดูไทยพีบีเอส และรัฐต้องใช้เงินอุดหนุนเท่าไหร่แทนที่จะได้รับเงินและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่างๆ
เท่านี้ก็พอที่จะตอบคำถามถึงเหตุผลในการดำเนินเรื่องดังกล่าวได้
นอกจากปัญหาของกลุ่มบริษัทในเครือชินคอร์ปที่ได้รับผลกระทบแล้ว ยังมีปัญหาคาใจอีกหลายเรื่อง เช่น ภาษีสรรพสามิตที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บผลประโยชน์เข้ารัฐในอนาคตเมื่อมีการเปิดเสรีโทรคมนาคมจะทำกันอย่างไร การที่จะใช้นโยบายเพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน จะหาช่องทางทำได้อย่างไร ในเมื่อกรณีการให้เงินกู้กับพม่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากให้ทุกฝ่ายมองเห็นมากที่สุด คือ การที่มีคนเดินทางเข้ามาแสดงความคิดเห็นในกรุงเทพมหานครขณะนี้ เขาทั้งหลายมีจุดประสงค์อย่างไร
การบอกว่ามาเพื่อช่วยคนคนเดียวนั้น ไม่ทราบว่าปัญหาในเรื่องนี้จะลดลงไปหรือจะเพิ่มขึ้น หากทุกฝ่ายไม่พยายามมองปัญหาให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหา ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้และปัญหาจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนไม่สามารถที่จะหาข้อยุติโดยสันติ ทุกฝ่ายก็จะต้องเสียใจถ้าหากมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น เช่น มีการบาดเจ็บล้มตายของคนจำนวนมาก ผู้เขียนอยากจะขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน พยายามเข้าใจ เคารพความคิดเห็นของกันและกัน
ในอดีตการที่ต้องมีการควบคุมในเรื่องต่างๆ นั้นอาจเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการพัฒนาความรู้ทางการเมืองของประชาชนส่วนมากยังมีไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันความคิดเห็นทางการเมืองของคนส่วนมากได้พัฒนาไปไกลแล้ว
ในวิกฤตนี้น่าจะโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่พัฒนาความคิดทางประชาธิปไตยได้รวดเร็วกว่าที่คาดไว้ ผู้มีอำนาจจะต้องเห็นภาพนี้และร่วมกันสร้างเป้าหมายอนาคตของประเทศ ต้องมีความรอมชอมทั้งสองฝ่าย และกำหนดวิธีการที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายร่วมกัน การที่จะเอาชนะคะคานกันอย่างที่เป็นอยู่จะเกิดประโยชน์อะไรนอกจากจะซ้ำเติมประเทศ
จึงอยากให้หันหน้ามาเจรจากัน ให้มีจุดหมายปลายทางที่ตรงกัน เพื่ออนาคตที่เจริญรุ่งเรืองต่อไป







