posttoday
ส่งออกโคม่ารัฐแก้หลงทาง

ส่งออกโคม่ารัฐแก้หลงทาง

07 สิงหาคม 2555

เอาไม่อยู่จริงๆ สำหรับเป้าหมายการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งเป้าไว้ปีนี้ขยายตัวได้ 15%

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เอาไม่อยู่จริงๆ สำหรับเป้าหมายการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งเป้าไว้ปีนี้ขยายตัวได้ 15%

โดยตัวเลขมูลค่าการส่งออกเดือน มิ.ย. 2555 ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาขยายติดลบ 4.8% ส่งผลให้การส่งออกไตรมาสยังอยู่ในแดนลบ 0.04% จากที่ไตรมาสแรกติดลบถึง 3.9% ทำให้ครึ่งปีแรกการส่งออกติดลบ 2%

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เป้าหมายการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

แม้แต่กระทรวงการคลังก็ออกมายอมรับว่า ตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย. 2555 ขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก ส่งผลให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับประมาณการการส่งออกที่ตั้งเป้าไว้ 12.8% ลดลงให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับประมาณการส่งออกจากที่เคยประมาณไว้ 9% เหลืออยู่เพียง 7% ไปก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนนักวิชาการและผู้ประกอบการ มองการส่งออกของไทยแย่กว่านั้น เชื่อว่าทั้งปีขยายตัวไม่เกินระดับ 5%

เหตุผลสำคัญมาจากวิกฤตโลกครึ่งปีหลังจะแย่กว่าครึ่งปีแรก ทำให้การส่งออกของไทยในครึ่งปีหลังกระเตื้องกว่าครึ่งปีแรกไม่มาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจยุโรปที่ยังทรงกับทรุด กระทบกับการส่งออกของไทยลดลงต่อเนื่อง

ส่งออกโคม่ารัฐแก้หลงทาง

ส่วนการขยายตลาดส่งออกไปเอเชีย จีน อินเดีย ก็ไม่ทำง่ายอย่างที่คิด เพราะทั้งหมดก็ได้รับผกระทบเศรษฐกิจโลก วิกฤตยุโรป เหมือนกับไทย ทำให้การส่งออกหดตัว ความต้องการสินค้าจากไทยก็ชะลอตัวลงไปด้วย

การส่งออกของไทยจึงได้รับกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากพิษเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรป

ตัวเลขมูลค่าการส่งออกที่กระทรวงการคลังรายงายออกมาล่าสุด จะเห็นภาพชัดเจนว่า เดือน มิ.ย. 2555 การส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปติดลบ 17.6% จากเดือนก่อนหน้าขยายตัวได้ 6.8% ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐขยายตัว 3.1% จากเดือนก่อนหน้า 10.9%

ขณะที่การส่งออกไปจีนขยายตัว 3.1% จากเดือนก่อนหน้า 22.3% ส่งออกไปญี่ปุ่นติดลบ 2.2% จากเดือนก่อนหน้าขยายตัว 5% และการส่งออกไปอาเซียนขยายตัวแค่ 0.1% จากเดือนก่อนหน้า 10.7%

ยิ่งลงไปดูสินค้าที่ส่งออกลดลงมาก เป็นสินค้ากลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรม ติดลบถึง 20.4% โดยเฉพาะข้าวหดตัวส่งออกติดลบถึง 50.1% ยางพาราติดลบ 32.6% กุ้งแช่แข็งและแปรรูปติดลบ 13.8%

ทั้งหมดเป็นสัญญาณว่า การส่งออกของไทยอยู่ในอาการโคม่า และอาการนี้ไม่ได้มีแค่เดือน มิ.ย. 2555 ที่ผ่านมา แต่มีอาการมาตั้งแต่ต้นปี 2555 แล้ว ที่เริ่มต้นเดือนแรกของการส่งออกของไทยก็ติดลบ 6% แม้ว่าจะมีบางเดือนดีดตัวขึ้นมาแดนบวกได้บ้าง แต่ภาพรวมครึ่งปีการส่งออกของไทยก็อยู่ในอาการที่ย่ำแย่

แม้ว่ารัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลการส่งออกเป็นการเฉพาะ มีการติวเข้มทูตพาณิชย์ให้โหมโรงเซลส์การส่งออกไปในตลาดใหม่ๆ ทุ่มเงินเดินสายโรดโชว์หลายพันล้านบาท แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มทำให้การส่งออกของไทยดีขึ้น

การขยายส่งออกโดยการขายสินค้าแบบรัฐต่อรัฐ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เป็นการขายได้ชั้วครั้งชั่วคราว และปริมาณและมูลค่าการส่งออกไม่ได้มากที่จะทำให้การส่งออกขยายได้เป็นกอบเป็นกำในครึ่งปีหลัง

ขณะที่มาตรการทางภาษีที่รัฐบาลพยายามเข็นออกมาช่วยผู้ส่งออก ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมและดำเนินการอย่างเชื่องช้า ที่สำคัญถึงออกมาก็ต้องทำใจว่า มาตรการภาษีตอนนี้ไม่ได้เป็นยาแรงที่จะทำให้การส่งออกกลับมาขยายตัวได้อย่างก้าวกระโดดโตได้ตามเป้าที่คาดหวังไว้

นอกจากนี้ ยังพบว่านโยบายของรัฐบาลยังเป็นการซ้ำเติมผู้ส่งออก โดยเฉพาะการขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน ที่ผู้ประกอบการร้องขอให้รัฐบาลเลื่อนการประกาศใช้ออกไปก่อน แต่รัฐบาลไม่ยอม เพราะเป็นนโยบายที่หาเสียงไว้ ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นทันที่ 40% สวนทางกับรายได้ที่ลดลงจากการส่งออกไม่ได้ ทำให้ผู้ส่งออกรายเล็กรายย่อยอยู่ในอาการล้มทั้งยืน

สำหรับมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปีนี้ และ 20% ในปีหน้า ที่รัฐบาลแจงว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ที่ได้รับพิษจากค่าจ้างไม่ได้เสียภาษีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ประโยชน์จากการลดภาษี

ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จ้างแรงงานเกิน 300 บาทต่อวันอยู่แล้ว ได้ประโยชน์จากการลดภาษีไปฟรีๆ เต็มๆ จะเห็นได้ว่า การชี้แจงกำไรเพิ่มขึ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งมาจากการเสียภาษีลดลง

การแก้ที่ไม่ตรงจุดและการออกนโยบายที่ไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลา ทำให้การส่งออกของไทยเจอมรสุมทั้งภายในและภายนอกจนหาทางลุกขึ้นไม่เจอ

นอกจากมาตรการแก้ไขเฉพาะหน้าไม่ชัดเจน ไม่เข้มข้นพอที่จะชุบชีวิตการส่งออกไทยแล้ว มาตรการระยะยาวของรัฐบาลในการวางยุทธศาสตร์การส่งออกของไทยก็ยังไม่เห็น

ที่ผ่านมาจะเห็นว่า รัฐบาลสั่งกระทรวงพาณิชย์ ทูตการค้า หรือแม้แต่ทูตประจำประเทศต่างๆ ให้หาตลาดการส่งออกใหม่ๆ แต่ปัญหาสำคัญกว่าการหาตลาดใหม่ คือ ไทยจะขายสินค้าอะไรที่สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมากๆ กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ปัญหาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่เคยมีการวางยุทธศาสตร์สินค้าส่งออกของไทย ไม่มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อการส่งออกเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า แทนสินค้าที่ใช้แรงงานถูกๆ และทรัพยากรมากๆ อย่างเช่นในปัจจุบัน

แม้ว่าไทยจะชูจุดขายสินค้าอุตสาหกรรมอย่างรถยนต์ส่งออกไปขายต่างประเทศเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยที่มาไกลได้ขณะนี้มาจากขับเคลื่อนของภาคเอกชน โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่เปลี่ยนฐานการผลิตมาไทยในช่วงที่ผ่านมา

ปัญหาที่ตามมา คือ อุตสาหกรรมเป้าหมายกลุ่มอื่นนอกเหนือจากรถยนต์ ที่รัฐบาลต้องมีการวางยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปเป็นร่างคืออะไร

ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงจุดแข็งของไทยเรื่องอุตสาหกรรมเกษตร แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนทำจริงจัง ผลที่ตามมาก็คือ จุดแข็งของไทยเป็นจุดอ่อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างข้าวที่เป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยมายาวนาน กำลังเสียแชมป์ให้กับประเทศเวียดนาม โดยมูลค่าการส่งออกของไทยในครึ่งปีแรกลดลงไปถึง 50%

สาเหตุสำคัญมาจากนโยบายการรับจำนำข้าวราคาสูงของไทยที่ตันละ 1.5-2 หมื่นบาท ทำให้ราคาข้าวของไทยแพงกว่าในตลาดโลก 30-40% ทำให้ไทยขายข้าวไม่ได้ หากจะขายข้าวก็ต้องยอมเข้าเนื้อจำนวนมหาศาล

มีหลายฝ่ายประเมินสอดคล้องกันว่า ต้นทุนข้าวไทยที่รัฐบาลรับจำนำอยู่ที่ตันละ 800 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาตลาดโลกอยู่ที่ตัน 450-500 เหรียญสหรัฐ ทำให้ไทยขาดทุนจากการรับจำนำข้าวไม่ต่ำกว่าตันละ 300 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลกว่า 1 แสนล้านบาท

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาการส่งออกต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริงเป็นการเร่งด่วน และนโยบายของรัฐบาลต้องไม่เป็นการสร้างผลทบการส่งออกเสียเองด้วย

เพราะลำพังมาตรการแก้ไขการส่งออกทุกวันนี้ไม่พอ เพราะการทำเท่าที่เป็นอยู่การส่งออกของไทยก็ยังต้องแขวนอยู่กับเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจโลกดีการส่งออกของไทยก็รุ่ง แต่ตราบใดเศรษฐกิจโลกมีปัญหา การส่งออกของไทยก็ร่วงอย่างที่เห็น

แต่การปรับโครงสร้างการส่งออก วางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป้าหมายให้ชัดเจน ส่งเสริมเอกชนอย่างเต็มที่ การส่งออกของไทยก็จะมีภูมิต้านทานเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนได้

การแก้ไขปัญหาการส่งออกของไทยขณะนี้ จึงเป็นการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล แก้ตัวที่เดินหลงทางซ้ำเติมการส่งออกให้ทรุดหนัก กลับมาขยายตัวได้อย่างมั่นคงอีกครั้งได้อย่างไร

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์