
ปูนัดอารักษ์ถกแผนแอลพีจี-เอ็นจีวี
ใกล้หมดเวลาตรึง ส่งพันศักดิ์ร่วมโต๊ะนั่งประชุม‘กพช.’
ใกล้หมดเวลาตรึง ส่งพันศักดิ์ร่วมโต๊ะนั่งประชุม‘กพช.’
นายกฯ เรียกกระทรวงพลังงานหารือ 8 ส.ค. ก่อนเคาะนโยบายปรับราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีภาคขนส่ง พร้อมส่ง “พันศักดิ์-สุรนันทน์” ร่วมประชุม กพช. หวังช่วยกลั่นกรองนโยบายพลังงาน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ส.ค.นี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเรียกนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน และผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เข้าหารือถึงแนวทางการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี ซึ่งจะสิ้นสุดการตรึงราคาในวันที่16 ส.ค.นี้
นอกจากนี้ จะแจ้งให้ทราบถึงการเชิญนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าไปร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ด้วยในฐานะที่รับมอบหมายโดยตรงจากนายกฯ เข้าไปช่วยดูแลเรื่องนโยบายพลังงาน
สำหรับนโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นั้นก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี ได้หารือมรมว.พลังงานไปแล้วครั้งหนึ่งถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ในเรื่องการปรับขึ้นราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี หลังจากที่จะสิ้นสุดนโยบายการตรึงราคานั้น ขณะนี้มีแนวทางการดำเนินการ 2 วิธี ที่จะต้องมีการหารือกัน คือ หากตรึงราคาออกไปอีก 1 เดือนไปจนถึงวันที่ 15 ก.ย.นี้ จะส่งผลกระทบต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไร หากชะลอการปรับขึ้นราคาในอีก 3 เดือน หรือไปสิ้นสุดวันที่ 16 พ.ย. จะส่งผลกระทบต่อกองทุนน้ำมันฯ อย่างไร ซึ่งนายอารักษ์ ยืนยันว่า กระทรวงพลังงานจะเสนอให้เลื่อนระยะเวลาการปรับขึ้นราคาออกไปอีกระยะหนึ่งเท่านั้น
ทั้งนี้ สาเหตุที่นายกฯ ให้นายพันศักดิ์ เข้ามาช่วยกลั่นกรองนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะการตัดสินใจปรับขึ้นราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี เพื่อให้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาลแทนกระทรวงพลังงานด้วย ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพราะเกรงว่าจะเป็นประเด็นให้ฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ
อย่างไรก็ตาม หากกระทรวงพลังงานชะลอการปรับขึ้นราคาก๊าซออกไป คงทำได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบสุทธิ 1.48 หมื่นล้านบาท แม้จะเป็นอัตราติดลบที่ลดลงจากช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ติดลบ 21,864 ล้านบาท เพราะระดับราคาแอลพีจีในตลาดโลกปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มกลับมาปรับราคาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แอลพีจีในตลาดโลกปรับราคามาอยู่ที่ 775 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดือน ก.ค.อยู่ที่ 553 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งจะทำให้ภาระรายจ่ายการนำเข้าแอลพีจีกลับมาสูงขึ้นอีก ทำให้ในอนาคตสถานะกองทุนน้ำมันฯ อาจติดลบได้ ล่าสุดสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ ยังมีเงินไหลเข้าอยู่วันละ 90 ล้านบาท แม้ยังไม่ถึงกับติดลบ แต่ก็เชื่อว่าในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น อาจต้องใช้กองทุนน้ำมันฯ เข้าไปดูแล จนส่งผลให้กลับมาติดลบรายวันอีกครั้งก็ได้ ยกเว้นแต่จะปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด
สำหรับวาระประชุมกพช.ในเดือนส.ค.จะประกอบด้วยเรื่องการจัดทำแผนแม่บทการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งมีประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงอนาคตการนำเข้าก๊าซธรรมชาติอาจมีข้อจำกัดในเรื่องการจัดหาและปริมาณ และต้องวางแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ซึ่งมีบริษัทปตท.เป็นผู้รับผิดชอบเพิ่มขึ้น โดยการนำเข้างวดแรกจะมีปริมาณเพียง 5 ล้านตัน เพื่อสอดคล้องกับการจัดตั้งคลังแอลเอ็นจีระยะแรกที่รองรับได้เพียงเท่านี้ แต่หากไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ก็ต้องนำเข้าอีก 5 ล้านตัน ซึ่งปตท.จำเป็นต้องเร่งสร้างคลังแอลเอ็นจีระยะที่2 ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้เพราะการก่อสร้างจะใช้เวลา 35 ปี







