
โละสต็อกข้าวรัฐ'ขายถูก'คนไทยกินของ'แพง'
ร้อนไปทั้งกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล เมื่อมีการตีแผ่กรณีการระบายข้าวสารลับ แต่กลายเป็นขายข้าวแบบลับๆ ล่อๆ
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ร้อนไปทั้งกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล เมื่อมีการตีแผ่กรณีการระบายข้าวสารลับ แต่กลายเป็นขายข้าวแบบลับๆ ล่อๆ พ่อค้าที่ใกล้ชิดกลุ่มก๊วนการเมือง ที่มีสิทธิได้ซื้อข้าวสารราคาถูกๆ แล้วเป็นนายหน้านำข้าวไปขายต่ออีกทอด
แม้ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่า ไม่มีการระบายข้าวแบบลับๆ พร้อมสั่งเช็กสต๊อกข้าวสารในโกดังที่รัฐบาลรับจำนำไว้ทุกเมล็ด 17 ล้านตันข้าวเปลือกหรือ 10 ล้านตันข้าวสาร แต่ก็ไม่ทำให้ผู้คนหายข้อกังขาได้
จนทำให้แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาที่กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลหนักขึ้น
ในที่สุด บุญทรง ประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าว จึงตัดสินใจสั่งระบายข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีและนาปรัง ตั้งแต่วันนี้ไปถึงสิ้นปี 2555 โดยทยอยข้าวด้วยวิธีเปิดประมูล และขายแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี
มีการคาดหมายว่ากระทรวงพาณิชย์จะต้องระบายข้าว 88.5 ล้านตัน จากข้าวสาร 10 ล้านตัน แต่ต้นทุนจำนำข้าวเปลือกที่คิดแปรสภาพเป็นข้าวขาว 5% อยู่ที่ 2.3 หมื่นบาทตัน หรือ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ในขณะที่ข้อมูลราคาข้าวจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ระบุว่าเดือน ก.ค.พบว่า ราคาข้าวสาร 5% ของเวียดนามเฉลี่ยทั้งเดือนอยู่ที่ 411 เหรียญสหรัฐต่อตัน ข้าวสาร 25% ของอินเดีย 394 เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 579 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ถ้าเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าจะส่งผลให้ผลการขาดทุนในโครงการฯ จะพุ่งแตะ 6 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท
แม้กระทรวงพาณิชย์คาดหวังว่า เหตุการณ์ภัยแล้งครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปีของสหรัฐ ทำให้ถั่วเหลืองและข้าวโพดราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 50% สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจีนที่สร้างความเสียหายให้แหล่งผลิตข้าวบางส่วน และโอกาสเกิดภัยแล้งในแหล่งผลิตข้าวหลายรัฐของอินเดีย จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลงและเป็นโอกาสดีที่ไทยจะขายข้าวในราคาดี
เช่นที่กระทรวงเกษตรฯ สหรัฐ ประเมินว่า ราคาอาหารจะเพิ่มขึ้น 3-4%
แต่ในความจริงปรากฏว่า ราคาข้าวขยับปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยข้าวขาว 5% ของไทย (เอฟโอบี) วันที่ 25 ก.ค.ราคาอยู่ที่ 559 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับเพิ่มเป็น 564 เหรียญสหรัฐต่อตันในวันที่ 1 ส.ค. 2555
“ผลผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองในสหรัฐที่เสียหาย แม้ส่งผลต่อราคาอาหาร และพืชน้ำมันอย่างปาล์มน้ำมัน แต่ไม่มีนัยอะไรที่จะทำให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้น เพราะข้าวเป็นเรื่องของดีมานด์และซัพพลาย เมื่อมีภัยแล้งหรือตื่นตระหนกว่าข้าวจะขาดแคลน ราคาข้าวจึงจะพุ่งสูงขึ้น” สมพร อิศวิลานนท์ แห่งสถาบันคลังสมองของชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว ระบุ
นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวทั่วโลกปีนี้ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอินเดียที่กลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกตั้งแต่ปี 2554 มีสต๊อกข้าวสารสูงถึง 30 ล้านตัน สูงเป็น 3 เท่าของปริมาณสำรองข้าวขั้นต่ำที่ 11.8 ล้านตัน
โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ฤดูฝนของอินเดียที่ล่าช้าไป 3 สัปดาห์ ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวของอินเดียลดลง 13% หรือลดลงจาก 69.75 ล้านไร่ เหลือ 60.50 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตข้าวของอินเดียลดลงอย่างแน่นอน
แต่กระนั้น ณ วันที่ 1 ก.ค. 2555 สต๊อกข้าวอินเดียยังอยู่ที่ระดับ 32.14 ล้านตัน และคาดว่าเดือน ส.ค.สต๊อกข้าวอินเดียจะเหลืออยู่ในปริมาณ 28.90 ล้านตัน ทำให้อินเดียมีปริมาณข้าวเพียงพอที่ระบายออกมาในตลาดโลกได้ต่อไป
อีกทั้งล่าสุดรัฐบาลอินเดียประกาศยกเลิกการกำหนดราคาขั้นต่ำการส่งออกข้าวบาสมาติ ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพสูง ที่เดิมกำหนดราคาไว้ที่ 700 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากที่ก่อนหน้านี้ได้กำหนดราคาขั้นต่ำจาก 900 เหรียญสหรัฐต่อตันเหลือ 700 เหรียญสหรัฐ และมีนโยบายกดราคาข้าวสาร 25% ให้อยู่ที่ระดับไม่เกิน 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ส่วนเวียดนามที่เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ก็ส่งออกข้าวได้มากขึ้นแม้ผลผลิตในประเทศจะมีจำกัด เพราะเข้าซื้อข้าวราคาถูกจากกัมพูชาและส่งออก ในขณะที่ผู้นำกัมพูชามีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกข้าวเพิ่มขึ้น หากนับรวมพม่าที่จะส่งออกข้าวนับล้านตันหลังถูกยกเลิกคว่ำบาตร
หลากหลายปัจจัยเหล่านี้ ล้วนตอกย้ำว่า การระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกไปยังต่างประเทศเมื่อไหร่ รัฐบาลจะมีแต่ต้องขาดทุน
เช่น หากเปิดให้เอกชนประมูลซื้อราคาที่เอกชนแข่งได้จะไม่เกิน 500 เหรียญสหรัฐต่อตัน เท่ากับว่า รัฐบาลจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 300 เหรียญสหรัฐในทุกๆ 1 ตัน หรือขาดทุน 9,000 ต่อตันข้าวสาร
แต่หากกระทรวงพาณิชย์ยันยืนนโยบายเดิมว่า เอกชนเสนอราคาประมูลต่ำเกินไป กระทรวงพาณิชย์จึงไม่ระบายข้าวออก และเลือกวิธีขายข้าวแบบลับๆ ที่ราคา 14-15 บาทต่อกิโลกรัม หรือระบายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งวงในระบุว่าราคากันที่ขายได้อยู่ที่ 400-500 เหรียญสหรัฐต่อตัน
เท่ากับว่ารัฐบาลจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อตันข้าวสาร
ทว่าการขายข้าวแบบเปิดให้เอกชนเข้าร่วมประมูล ขายแบบจีทูจี หรือขายข้าวแบบลับๆ
ล้วนเสี่ยงต่อการทุจริตเรียกเงินใต้โต๊ะทั้งนั้น เพียงแต่อัตราการ “จ่าย” มากน้อยแต่ละกรณีไม่เท่ากัน ยิ่งลับเท่าไหร่ยิ่งต้องจ่ายมากเท่านั้น
หรือกรณีระบายผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) ถือเป็นการระบายข้าวสารที่โปร่งใสที่สุด เพราะไม่ต้องผ่านคนกลางอย่างเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ที่ผ่านมาเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟตในปริมาณ 23 แสนตันต่อเดือน
แต่กระทรวงพาณิชย์อ้างนั่นอ้างนี่ จึงแทบไม่มีข้าวของรัฐไปขายในตลาดเอเฟตเลย
แน่นอนว่าการขายข้าวผ่านตลาดเอเฟตนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องขายข้าวต่ำกว่าต้นทุนรับจำนำ แต่ข้อครหาการทุจริตจะลดลงไปเยอะ
แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ การที่กระทรวงพาณิชย์ขายของถูกๆ ให้ “นายหน้า” ไปฟันกำไรขายต่อกันอีกทอดนั้น
ถือเป็นสิ่งที่น่าน้อยใจแทนคนไทยที่กินข้าวทั้งประเทศ เพราะไหนจะต้องแบกภาระภาษีที่รัฐบาลเอาเงินไปอุ้มผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว ค่าดอกเบี้ย และค่าดำเนินการอย่างน้อย 7-8 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังต้องกินข้าวในประเทศที่มีราคาแพงๆ โดยรัฐบาลอ้างว่าต้องช่วยเหลือชาวนาทั้งประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.-วันที่ 1 ส.ค. 2555 ราคาข้าวขาว 5% มีราคาขายส่งอยู่ที่ 16.2-16.6 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อนำมาบรรจุถุงราคาข้าวสาร 5% น้ำหนัก 5 กิโลกรัมขายกันที่ 100-120 บาทต่อถุง หรือตกกิโลกรัมละ 20-25 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนข้าวสารในโครงการรับจำนำที่ 23 บาทต่อกิโลกรัม
อย่างนี้ต้องเรียกว่าเตะหมูเข้าปากหมา ส่วนคนไทยทั้งยากดีมีจนกลับต้องกินข้าวสารราคาแพง
การนำข้าวในสต๊อกของรัฐบาลออกมาขายให้ประชาชนราคาถูก ใช่ว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่เคยทำมาก่อน เพราะมติคณะกรรมการนโยบายข้าว วันที่ 30 พ.ค. 2555 ได้อนุมัติให้นำข้าวสาร 5% จากสต๊อกรัฐ 4 แสนตัน และข้าวเหนียว 1 แสนตันไปทำข้าวสารบรรจุถุง โดยข้าวขาว 5% น้ำหนัก 1 กิโลกรัมขายกันที่ 15 บาท น้ำหนัก 5 กิโลกรัมขายกันที่ 70 บาท
ในขณะที่แต่ละปีคนไทยกินข้าวไม่น้อยกว่า 10 ล้านตันข้าวสาร คนเหล่านี้น่าจะมีสิทธิกินข้าวสารราคาถุงละ 70 บาทได้บ้าง แต่หากเป็นคนรวยมีเงินจะกินข้าวหอมมะลิถุงละ 200-300 บาทก็ไม่มีใครว่า แต่ประเด็นติดอยู่ที่ว่าการขายข้าวแบบนี้ไม่มี “น้ำเลี้ยง” ส่งให้ฝ่ายการเมือง
หรือหากรัฐบาลที่เป็นเจ้ามือใหญ่แบกข้าวสารไว้ในมือ 10 ล้านตัน ให้ผู้ประกอบการข้าวถุงมาประมูลซื้อในราคาไม่สูงนัก แลกกับเงื่อนไขว่า ผู้ประกอบการต้องขายข้าวถุงจำนวนหนึ่งในราคาที่รัฐบาลกำหนดไว้ นอกจากพ่อค้าข้าวถุงจะมีงานทำแล้ว ชาวบ้านยังได้กินข้าวสารราคาถูกกันถ้วนหน้า
ส่วนข้าวสารที่เหลืออยู่ก็ค่อยๆ ทยอยระบายแบบจีทูจีบ้าง ระบายผ่านตลาดเอเฟตบ้าง หรือเปิดให้พ่อค้ามาร่วมประมูลแข่งซื้อบ้าง แต่ทั้งหมดนี้ต้องระบายข้าวสารไปตลาดต่างประเทศเท่านั้น
ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าวสารที่ขายไปแล้วเวียนเทียนกลับเข้ามาในประเทศ หรือเวียนกลับเข้ามาในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอีก
หากทำได้ นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกที่ถลำลึก สร้างความปั่นป่วนไปทั้งวงการข้าวอยู่ขณะนี้
ทั้งสร้างความหนักอกหนักใจให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหล่าบรรดารัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องข้าวอย่าง บุญทรง และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง อย่างยิ่ง จะได้คลายกังวลลงไปบ้าง และไม่ต้องมานั่งตอบคำถามรายวัน
เพราะต่างคนต่างรู้กันอยู่ว่าสต๊อกข้าวที่กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลถือไว้นั้น อยู่ในมือคนไม่มีกี่คน
บ้างก็ว่ามี “เจ๊ ด.” เป็นหัวเรือใหญ่ มี “นักการเมือง ว.” และ “ที่ปรึกษา อ.” ที่สายสัมพันธ์แนบแน่นกับบริษัทเอกชนที่ซื้อข้าวแบบลับๆ จากรัฐบาลนับล้านตันเข้าไปมีเอี่ยว มี “ข้าราชการลูกคู่” เป็นมือเป็นไม้ ชงเรื่องให้ฝ่ายการเมืองทำกิน
เพราะหากทำงานเข้าตา ส่งน้ำเลี้ยงได้ตามออร์เดอร์ ก็คงหวังลึกๆ ว่าจะได้รั้งตำแหน่งเสนาบดีกับเขาอีกคน
ส่วนคนไทยทั้งประเทศนั้น ก็ต้องรับกรรมจากการขายข้าวขาดทุนไปถ้วนทั่วทุกตัวคน







