
สุขกันเถอะเรา บนคราบน้ำตาไฟใต้
การเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โฟกัสไปที่สถานการณ์ไฟใต้ยิ่งทวีความรุนแรงสะเทือนขวัญ เพราะช่วงเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์
การเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โฟกัสไปที่สถานการณ์ไฟใต้ยิ่งทวีความรุนแรงสะเทือนขวัญ เพราะช่วงเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์
เกิดระเบิดคาร์บอมบ์ถึง 3 ครั้งด้วยกัน ล่าสุดคนร้ายได้วางระเบิดที่โรงแรม ซี.เอส. จ.ปัตตานี ทำให้เกิดไฟฟ้าดับเกือบทั้งเมือง ทำลายความเชื่อมั่นต่อการสร้างพื้นที่ปลอดภัย หรือเซฟตีโซนในเขตเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้อีกครั้ง
เหตุความรุนแรงต่อเนื่องทำให้ฝ่ายความมั่นคง นำโดย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เปรยว่าอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการแข็งกร้าวเพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งคนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อาจไม่ได้รับความสะดวกบ้าง
“เวลาอย่างนี้จะมาเอาใจกันว่าไม่สะดวกไม่ได้แล้ว บางครั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านเวลา 23.00 น. ก็เรียบร้อย จะมีการนำกฎหมายมาบังคับใช้ เพราะจำเป็นจะต้องทำแล้วในวันนี้ ถ้าหากมีการบังคับใช้กฎหมายแล้ว หากออกมาก็ซัดไปเลย ต้องเอามั่ง ไม่อย่างนั้นก็ไม่ไหว” พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว
ด้าน ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยสถิติจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ พบว่า ระหว่างวันที่ 20-29 ก.ค. 2555 ผู้ก่อการร้ายก่อเหตุรวม 22 ครั้ง ตั้งแต่การวางระเบิดที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส การสังหารตำรวจ 5 นาย ที่ อ.รามัน จ.ยะลา การโจมตีชุดลาดตระเวนทหารพรานที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา การโจมตีฐานปฏิบัติการทหารที่ อ.รือเสาะ และ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ผู้ก่อการร้ายกว่า 10 คน ใช้รถกระบะ 3 คัน ประกบยิงทหารเสียชีวิตทันที 4 นาย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน บาดเจ็บ 17 คน ถือว่าเป็นการก่อเหตุรุนแรงมากที่สุด และก่อให้เกิดความสูญเสียมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อนับสถิติตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2547 จนถึงขณะนี้ 8 ปี 7 เดือน พบว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 1.2 หมื่นครั้ง หรือเดือนละ 60-100 ครั้ง ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมร่วม 1.5 หมื่นคน โดยเสียชีวิตไปแล้วกว่า 5,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม และบาดเจ็บอีกร่วม 9,000 คน
ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ที่ต่อเนื่องและหนักขึ้นทุกวัน พรรคประชาธิปัตย์โดย ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ระบุว่า จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มุ่งเน้นไปที่ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย
ขณะที่ท่าทีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเพิกเฉยต่อการแก้ปัญหา เพราะช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันที่เกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี ยิ่งลักษณ์ซึ่งได้เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาล “ร่วมใจยึดมั่นผลักดันประชาธิปไตย” ที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ ได้ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า ทราบเรื่องแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานได้ขึ้นร้องเพลงรื่นเริงถึง 5 เพลงติด ได้แก่ เพลง 30 ยังแจ๋ว จะขอก็รีบขอ รักจางที่บางปะกง สาวขอนแก่น และเพลงสุขกันเถอะเรา โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานจนเป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ถึงความไม่เหมาะสมของนายกฯ และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้วางมาตรการแก้ปัญหาภาคใต้ โดยมอบหมายให้รองนายกฯ ทั้ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่รับผิดชอบทหาร ยงยุทธวิชัยดิษฐ รับผิดชอบกระทรวงมหาดไทย และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รับผิดชอบตำรวจ ให้ประสานงานด้านการข่าวจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติและสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทั่งเกิดแนวคิดล่าสุดที่จะตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีรูปแบบการทำงานคล้าย “เพนตากอน” ของประเทศสหรัฐตามแนวคิดของ ร.ต.อ.เฉลิม
นอกจากความรุนแรงในภาคใต้แล้ว สถานการณ์การเมืองในสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยความอึมครึม โดยเฉพาะประเด็นที่ศาลอาญาจะนัดอ่านคำสั่งเพิกถอนประกันตัว จตุพร พรหมพันธุ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพวกอีก 24 คน ในวันที่ 9 ส.ค.นี้ ท่ามกลางความหวั่นเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายจากกองเชียร์คนเสื้อแดงที่เดินทางมารอฟังอยู่บริเวณด้านหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก
จุมพล ชูวงศ์ รองอธิบดีศาลอาญา เปิดเผยว่า ศาลอาญาจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมกองเชียร์คนเสื้อแดง เนื่องจากการไต่สวนวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา เกิดสภาพความไม่สงบเรียบร้อยในบริเวณศาล เช่น การใช้รถติดตั้งเครื่องขยายเสียงพูดปลุกเร้าอภิปราย ก่อให้เกิดเสียงกึกก้อง ทำให้ขัดขวางการพิจารณาคดี ดังนั้นศาลอาญาจึงต้องออกกฎห้ามมีการใช้เครื่องขยายเสียงรบกวนการพิจารณาคดี หรือขายของบริเวณทางเข้าศาลต่างๆ ช่วงถนนรัชดาภิเษก ผู้ใดฝ่าฝืนจำคุก 6 เดือน
ขณะที่จตุพรได้แถลงข่าวพร้อมแกนนำ โดยขอความร่วมมือคนเสื้อแดงที่จะเดินทางไปให้กำลังใจ ห้ามนำเครื่องกระจายเสียงไปเด็ดขาด และให้อยู่อย่างเรียบร้อยที่สุด หวังว่าศาลยุติธรรมจะเมตตา
อีกด้านความเคลื่อนไหวการเมืองในสภาเริ่มต้นขึ้นทันทีที่เปิดการประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปเมื่อวันที่ 1 ส.ค. โดยพรรคร่วมรัฐบาลได้หารือถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและจุดยืนต่อร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง สรุปว่าจะยังเดินหน้าต่อไปแต่ไม่รีบเร่ง
สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงว่า การประชุมสภาวันที่ 8 ส.ค.นี้ จะเลื่อนกฎหมายขึ้นมาพิจารณาก่อน 10 ฉบับ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค จากนั้นในวาระที่ 11-14 จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง 4 ฉบับที่ค้างอยู่
ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศว่า ถ้ารัฐบาลลักไก่นำร่าง พ.ร.บ.ปรองดองขึ้นมาพิจารณาก็จะนัดชุมนุมเพื่อคัดค้านทันที เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่เรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเพื่อให้สังคมเกิดความสบายใจ
มติพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุป 3 เรื่อง 1.จะมีการตั้งคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 11 คน 2.ให้ชะลอการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 และ 3.ให้คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดจะใช้เวลา 23 เดือนถึงจะสรุปแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ







