
1ปีรัฐบาล ผลงานประจักษ์
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า ใกล้ช่วงครบรอบ 1 ปี การทำงานของรัฐบาลในวันที่ 23 ส.ค.
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า ใกล้ช่วงครบรอบ 1 ปี การทำงานของรัฐบาลในวันที่ 23 ส.ค.
รัฐบาลได้เตรียมพร้อมด้วยกัน 2 ส่วน คือ รูทีน และประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติทุกรัฐบาลเมื่อครบปี จะต้องรายงานต่อรัฐสภาว่าได้ทำงานอะไรไป ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา และ 1 ปีต้องทำรายงานเป็นเล่ม โดยส่งไปที่รัฐสภา และสภาจะนัดอีกทีว่าให้ไปรายงานเมื่อไร
อีกกิจกรรมหนึ่ง คือ รัฐบาลต้องแถลงเมื่อครบ 1 ปี เป็นภารกิจและหน้าที่ต้องแถลงผลงาน ซึ่งเนื้อหาก็มีความคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ได้ทำเหมือนกับสภา แต่ทำในลักษณะว่าเป็นของรัฐบาลทำ ก็จะมีการแถลงผลงานภายในปีนี้ ซึ่งกำลังเตรียมการอยู่ว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อแจ้งต่อสาธารณชนให้รับทราบ
“หากดูตามเนื้อผ้า นายกรัฐมนตรี ทำงานเต็มที่ มีผลงานประจักษ์ชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายทั้ง 16 ข้อ ไม่ว่าจะเรื่องยาเสพติด โครงการจำนำราคาพืชผลเกษตรกร รายได้ประชาชน 300 บาท เงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เบี้ยยังชีพ ผลงานถือว่าเยอะ และเป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ใช่ปีต่อปี เช่น เรื่องรับจำนำข้าว 30 บาทรักษาทุกโรค แท็บเล็ต การปราบปรามยาเสพติดและการปราบปรามการทุจริต แต่อาจจะมีนโยบายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม”
ถามว่าอุปสรรคสำคัญของรัฐบาลที่ผ่านมาคืออะไร เจ้าตัวยอมรับว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เข้ามาช่วงแรก แทนที่รัฐบาลจะได้เอาเวลาไปทำงานตามโครงการและแผนงานที่วางไว้ ก็ต้องเสียโอกาสเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาในเรื่องของน้ำท่วม ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนงานที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้น เสียเวลาไปหลายเดือนตั้งแต่เดือน ส.ค. จนถึงปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แม้มีเวลาทำงานที่เหลือหลังจากนั้น 6-7 เดือน ผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าทำได้มากมายกว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา
แล้วปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคืออุปสรรคด้วยหรือไม่ นิวัฒน์ธำรง กลับมองว่า ความขัดแย้งการเมืองเป็นธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานและมีมานาน ไม่ใช่เพิ่งเป็น เจอกันทุกรัฐบาล จริงๆ ถ้าไม่มี ดีที่สุด แต่ประเทศไทยอยู่กับเรื่องนี้มานาน แต่ถือเป็นภารกิจส่วนหนึ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจง
“ประเทศจะไปได้ดีกว่านี้ ที่สำคัญคือ ในโลกยุคใหม่แข่งขันเชิงเศรษฐกิจ จำเป็นต้องทำให้ประเทศเกิดความแข็งแรง การที่เรามาขัดแย้งกันเองจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส จึงต้องการเรียกร้องให้เรื่องดังกล่าวลดลง”
อย่างไรก็ตาม หากมองกลับไปที่นโยบายรัฐบาลก็มีเรื่องของการสร้างความปรองดอง แต่ปรากฏว่าคนในพรรครัฐบาลและผู้สนับสนุนก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันร่างกฎหมายปรองดอง หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ นิวัฒน์ธำรงมีความเห็นว่า นโยบายและสิ่งที่ทำมามุ่งหวังเพื่อปรองดอง เช่น การเยียวยา ต่ออายุ (คอป.) และภาคประชาชนและสภาผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายปรองดองขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น เพียงแต่เราเห็นอย่างนี้ แต่ทำให้เป็นเรื่องไม่ปรองดองทำไม ทำไมไม่ฉวยโอกาสทำให้ปรองดอง
“สมมติกฎหมายที่ออกมาไม่ถูกใจนัก ทำไมไม่ปรับให้เป็นกฎหมายที่ถูกใจของทุกคน เรามีวัตถุประสงค์เดียวกันหรือไม่ ที่ต้องการให้เกิดความปรองดองเพื่อให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น”
ทางออกในเรื่องดังกล่าว นิวัฒน์ธำรงยกให้เป็นหน้าที่ของสภา เพราะพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแยกทำงานเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนบริหารบ้านเมือง โดยนายกฯ เป็นหัวหน้าในการพารัฐมนตรีไปทำงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ขณะที่สภาก็ว่าด้วยเรื่องของกฎหมาย
“ถามว่าทิศทางเป็นอย่างไร คือ ต้องการให้เกิดความปรองดองในชาติ แต่จะทำอย่างไรก็ต้องช่วยกัน ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กระบวนการที่รัฐสภาจะดำเนินการกันไป และต้องเข้าใจว่ารัฐมนตรีทั้งหมดเป็น สส.เพียงไม่กี่ท่าน และหน้าที่ของเราคือช่วยกันแก้ปัญหาประชาชน ราคาสินค้า อะไรที่เป็นความเดือดร้อน”
ส่วนเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นิวัฒน์ธำรงยืนยันรัฐบาลและประชาชนเห็นตรงกันว่าต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้ประชาธิปไตยบ้านเราและการบริหารประเทศชาติดียิ่งขึ้น แต่จะพิจารณาข้อไหนอย่างไรก็ว่ากันไป เพราะระบอบประชาธิปไตยการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ฉีกก็มี (หัวเราะ)
“ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะแก้ แต่จะเดินไปอย่างไร ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการกฎหมายและประชาธิปไตย ขณะที่การปลุกเร้าของ สส.พรรคและแกนนำกลุ่มเสื้อแดงให้เดินหน้าทั้งสองเรื่อง ก็เป็นสิทธิในฐานะประชาชน แต่ว่าก็มีหลายฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่จะเร่งรีบหรือให้ชะลอนั้น ไม่ทราบ ต้องไปถามสภา” เสนาบดีอเนกประสงค์ ทิ้งท้าย







