
สื่อต้องเปลี่ยนแปลง
คลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจ “ตระกูลชินวัตร” ขยับเป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไอทีวีก่อนจอมืดในที่สุด
คลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจ “ตระกูลชินวัตร” ขยับเป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไอทีวีก่อนจอมืดในที่สุด
แต่วันนี้ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ก็กลับมากดปุ่มเปิดจอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในบทบาทหน้าที่ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลงานด้านสื่อสารมวลชน ทั้งกำกับดูแลช่อง 9 อสมท และ สทท. 11
ท่ามกลางคำถามที่มีมาทุกยุคทุกสมัย รัฐใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงสื่อหรือให้ความอิสระมากน้อยขนาดไหน
“ช่อง 9 ถือเป็นบริษัทและมีบอร์ดในการทำหน้าที่บริหารงาน ผมมีหน้าที่เพียงให้นโยบาย และที่เหลือก็ไปบริหารงานเอง เช่น รายการ แต่เราจะดูว่าเป็นไปตามนโยบาย เช่น ยอดขาย มีเงินลงทุนอย่างนี้ มีกำไรเท่านี้ ไปต่อตามนี้ได้ไหม หรือทำตามกฎหมายรัฐวิสาหกิจ กฎหมายมหาชน กฎหมายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทำได้แค่นั้น”
“ส่วนช่อง 11 ยอมรับว่าสามารถสั่งการได้พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย แต่ส่วนใหญ่ปล่อยให้ภาคราชการทำอย่างอื่น สมัยก่อนมีคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (กบว.) คุมด้านสื่อ แต่สมัยนี้ไม่มี เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำกับดูแลทั้งหมด เพราะฉะนั้น หน้าที่ก็จะเล็กลง กำกับดูแลสื่อแค่ตรงนี้เท่านั้น ต่างจากสมัยก่อนที่อาจดูว่ามันกว้าง”
ข้างต้นคือคำชี้แจงของนิวัฒน์ธำรง ต่อประเด็นการทำหน้าที่ในสถานีโทรทัศน์ทั้งสองช่องที่มีลักษณะแตกต่างกัน
“ผมยอมรับว่าเคยเข้าไปเพียง 2 หน คือ วันที่แนะนำตัวและวันเกิด อสมท ส่วนการปรับผังรายการเป็นการทำกันเองภายใน เพราะมีประธานบอร์ดและคณะกรรมการที่จะตัดสิน จึงไม่ได้เข้าไปยุ่ง และมองว่าไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก นอกจากข่าวที่ต้องทำเอง” นิวัฒน์ธำรง ชี้แจงกระแสข่าวรัฐบาลพยายามเข้าไปแทรกแซงปรับผังรายการช่อง 9 อสมท
เขายืนยันว่า ไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของสื่อ แต่ยอมรับรายการของฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาทำนั้นเป็นการดำเนินการกันเอง ส่วนตัวไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง และคิดว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำตามหน้าที่ตามที่เคยทำมา และไม่รู้ว่าจะไปแทรกตรงไหน แม้จะเป็นสื่อของรัฐก็ต้องทำตามหน้าที่เขา ส่วนจะเปิดให้ฝ่ายตรงข้ามหรือกลุ่มที่มีความเห็นต่างเข้ามาทำหรือไม่นั้น สมัยพรรคโน้นเป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่อย่างนี้ สมัยนี้เป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่อย่างนี้ ก็ต้องปล่อยเขา จะทำอะไรก็ว่ากันไป
“ส่วนตัวภารกิจที่ทำมีหลายส่วนอยู่แล้ว เวลาที่จะไปให้กับทีวีน้อยมาก ส่วนมากที่ทำงานร่วมกัน เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา ช่อง 11 ซึ่งเป็นหลักในการประชาสัมพันธ์ และยังต้องดูแลสำนักพุทธ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และต้องตรวจเรื่องทุจริตเกี่ยวกับน้ำ ที่นายกฯ มอบหมายให้ หรือให้เข้าใจง่ายคือทำงานเกินหน้าที่ แต่ก็ดูเขาว่าทำงานเป็นอย่างไร และที่ผ่านมาก็ไม่มีเสียงสะท้อนอะไร” นิวัฒน์ธำรงยกเหตุผลรัฐไม่แทรกแซงสื่อ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐมนตรีด้านสื่ออยากทำ คือ ให้สื่อมวลชนทั้งช่อง9 และ 11 มีอิสระในการทำข่าวสารและต้องเป็นธรรม รวดเร็ว ทั่วถึง เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในเมืองไม่มีปัญหา เพราะมีสื่อเยอะ แต่ต่างจังหวัดไกลๆ เช่น ชายแดน ในเรื่องของภาษา เช่น ภาคใต้ อีสาน เหนือ หรือริมขอบต่างๆ ภาษาที่ใช้จะต้องเพิ่มเติมพิเศษให้ทั่วถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่เน้นมาก
โดยเฉพาะภาคใต้ จะใช้ภาษายาวี ซึ่งทำมาอยู่แล้วแต่น้อย วันละ 3 ชั่วโมง อาจต้องขยายขึ้น ภาคเหนือ ชาวเขาก็มีวิทยุเอเอ็ม แต่น้อยอยู่ ก็อาจจะต้องเพิ่มขึ้น อีสานก็เช่นเดียวกัน โดยนโยบายต้องการให้มีการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล และที่ส่งเสริมให้ทำ คือ เรื่องสุขภาพ การศึกษา ยาเสพติด รวมถึงนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ต่อเขา เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งควรจะรู้เพื่อได้รับสิทธิของเขา หรือบัตรทองรักษาโรคทั้งหลาย ต้องให้ข้อมูลกับเขาเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์
นิวัฒน์ธำรง ย้ำว่า แต่ที่ต้องการส่งเสริมให้มากขึ้น คือ เรื่องการบริการสังคม เช่น มีการจัดรายการพิเศษเพื่อหาทุนให้โรงพยาบาล น้ำท่วม หรือไฟไหม้ ซึ่งอยากให้สื่อได้ช่วยกัน เพราะว่าสื่อสามารถทำให้คนได้รับรู้ในวงกว้าง เวลาจะบริจาคอะไรก็มีกำลังช่วยเหลือมากขึ้น ซึ่งพยายามส่งเสริมในเรื่องดังกล่าวอยู่
ไม่ว่าใครจะมองว่ารัฐบาลแทรกแซงสื่อก็ตาม แต่ในมุมมองของรัฐมนตรีที่กำกับงานด้านสื่อและเป็นผู้มีประสบการณ์การบริหารสื่อโทรทัศน์ส่งสัญญาณไปถึงสื่อสารมวลชน ต้องเตรียมพร้อมเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปีหน้าจะเข้าสู่ยุคสื่อดิจิตอล จะมีช่องโทรทัศน์ 3050 ช่อง ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น หากไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะฟรีทีวีช่องหลัก ปัจจุบันอาจหายไปจากสารบบ
“ใน 50 ช่อง เข้าใจว่าเป็นช่องของหน่วยราชการประมาณ 1015 ช่องอย่างมาก ซึ่งที่เหลือเป็นของเอกชน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ทำทั้งนั้น ขณะที่ช่อง 9 และ 11 วันนี้งานหนักของเขาคือสร้างตัวเองและศักยภาพให้แข็งแรง ไม่เช่นนั้นแล้วก็เหมือนวิทยุเอฟเอ็ม ถ้าช่องคุณไม่ดี มันหายไปเลย เพราะฉะนั้น จึงเน้นไปที่ช่อง 9 และ 11 แต่ช่อง 11 ถือว่าโชคดีเพราะใช้เงินหลวง แต่ช่อง 9เป็นเอกชน มีบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าคุณไม่ดีหุ้นตกตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องเปลี่ยนแปลง จึงเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันที่สูง และดูได้เลยว่าต่อไปนี้จะมีฟรีทีวีช่องต่างๆ มากมายเกิดขึ้น”
ดังนั้น ช่อง 9 จะอยู่ได้อย่างไร จึงต้องปรับตัวของเขาเอง ขณะที่ช่อง11 จะหนักกว่าเพื่อนตรงที่ทำอะไรก็ไม่ได้ แม้กระทั่งโฆษณา แต่หน้าที่สื่อของรัฐที่ให้ทำ คือ เรื่องข่าวสารข้อมูลต้องเร็ว และเรื่องเกี่ยวกับความรู้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน เช่น สุขภาพ อาชีพ ต้องให้ชาวบ้าน และเรื่องสาธารณะทั้งหลาย เช่น น้ำไม่ไหล น้ำท่วม เพราะคนอื่นเขาจะมีเป้าอีกแบบ คือ หาเงิน แต่ช่อง 11 ไม่ แต่ต้องเป็นสื่ออะไรที่ชาวบ้านต้องเปิด และต้องเป็นอย่างนั้นให้ได้ เพราะเราไปสู่เรื่องอื่นไม่ได้ บันเทิง สารคดี ก็น้อย เพราะเงินไม่ถึง จึงทำให้เป็นสื่อชาวบ้านจริงๆ
นิวัฒน์ธำรง บอกว่า ไม่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้น แต่ต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ จะเป็นการเปิดกว้าง เพื่อให้ประชาชนได้บริโภค ตามที่เห็นว่าเหมาะกับตัวเอง และจะไปห้ามไม่ให้ดูไม่ได้ ดังนั้นจะเป็นความหลากหลาย ทั้งนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่ทำต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กสทช. ต้องเข้าไปดู เพราะมีหน้าที่ดูรายการ แม้กระทั่งจอดำ ซึ่งเป็นอะไรที่หนักและหนักกว่าเดิม โดยปลายปีนี้จะมีการทดลองให้ไลเซนส์ (License) แต่ปัญหา คือ เมื่อเวลาทำทีวีดิจิตอลส่วนที่ลำบากเป็นชาวบ้าน เพราะต้องมีกล่องรับสัญญาณ
แต่โครงการที่จะมีกล่องสัญญาณ เท่าที่ฟังจาก กสทช.จะช่วยจากการที่ได้รับเงินจากไลเซนส์ เช่น เมื่อขอทำช่องต้องจ่ายเงินค่าไลเซนส์เพื่อทำช่องฟรี และเอาเงินดังกล่าวมาซื้อกล่องให้ชาวบ้าน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาไม่ใช่ทันที อาจจะเป็น 510 ปี ซึ่งประเทศอังกฤษใช้เวลา 5 ปี ซึ่งถือว่าเร็ว บางแห่ง 10 ปี ซึ่งไทยวางไว้ 10 ปี แต่พยายามทำให้เร็วกว่านั้น







