posttoday
สื่อต้องเปลี่ยนแปลง

สื่อต้องเปลี่ยนแปลง

04 สิงหาคม 2555

สัมภาษณ์พิเศษ "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" รมต.คุมสื่อรัฐกับคำถามเรื่องการแทรกแซงและให้ความอิสระ

โดย..ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว ,ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์   

คลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจ"ตระกูลชินวัตร"ขยับเป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไอทีวีก่อนจอมืดในที่สุด แต่วันนี้ "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล"  ก็กลับมากดปุ่มเปิดจอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในบทบาทหน้าที่ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลงานด้านสื่อสารมวลชนทั้งกำกับดูแลช่อง 9 อสมท และ สทท. 11

ท่ามกลางคำถามที่มีมาทุกยุคทุกสมัย รัฐใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงสื่อหรือให้ความอิสระมากน้อยขนาดไหน

สื่อต้องเปลี่ยนแปลง

"ช่อง 9 ถือเป็นบริษัทและมีบอร์ดในการทำหน้าที่บริหารงาน ผมมีหน้าที่เพียงให้นโยบาย และที่เหลือก็ไปบริหารงานเอง เช่น รายการ แต่เราจะดูว่าเป็นไปตามนโยบาย เช่น ยอดขาย มีเงินลงทุนอย่างนี้ มีกำไรเท่านี้ ไปต่อตามนี้ได้ไหม หรือทำตามกฎหมายรัฐวิสาหกิจ กฎหมายมหาชน กฎหมายในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งทำได้แค่นั้น"

"ส่วนช่อง 11 ยอมรับว่าสามารถสั่งการได้พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ส่วนใหญ่ปล่อยให้ภาคราชการทำอย่างอื่นสมัยก่อนมีคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์(กบว.) คุมด้านสื่อแต่สมัยนี้ไม่มี เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กำกับดูแลทั้งหมด เพราะฉะนั้น หน้าที่ก็จะเล็กลง กำกับดูแลสื่อแค่ตรงนี้เท่านั้น ต่างจากสมัยก่อนที่อาจดูว่ามันกว้าง"

ข้างต้นคือคำชี้แจงของนิวัฒน์ธำรง ต่อประเด็นการทำหน้าที่ในสถานีโทรทัศน์ทั้งสองช่องที่มีลักษณะแตกต่างกัน

"ผมยอมรับว่าเคยเข้าไปเพียง 2 หน คือ วันที่แนะนำตัวและวันเกิด อสมท ส่วนการปรับผังรายการเป็นการทำกันเองภายใน เพราะมีประธานบอร์ดและคณะกรรมการที่จะตัดสิน จึงไม่ได้เข้าไปยุ่ง และมองว่าไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก นอกจากข่าวที่ต้องทำเอง"นิวัฒน์ธำรง ชี้แจงกระแสข่าวรัฐบาลพยายามเข้าไปแทรกแซงปรับผังรายการช่อง 9 อสมท

เขายืนยันว่า ไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของสื่อ แต่ยอมรับรายการของฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาทำนั้นเป็นการดำเนินการกันเอง ส่วนตัวไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง และคิดว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำตามหน้าที่ตามที่เคยทำมา และไม่รู้ว่าจะไปแทรกตรงไหน แม้จะเป็นสื่อของรัฐก็ต้องทำตามหน้าที่เขาส่วนจะเปิดให้ฝ่ายตรงข้ามหรือกลุ่มที่มีความเห็นต่างเข้ามาทำหรือไม่นั้น สมัยพรรคโน้นเป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่อย่างนี้ สมัยนี้เป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่อย่างนี้ ก็ต้องปล่อยเขา จะทำอะไรก็ว่ากันไป

"ส่วนตัวภารกิจที่ทำมีหลายส่วนอยู่แล้ว เวลาที่จะไปให้กับทีวีน้อยมาก ส่วนมากที่ทำงานร่วมกัน เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา ช่อง 11 ซึ่งเป็นหลักในการประชาสัมพันธ์ และยังต้องดูแลสำนักพุทธสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และต้องตรวจเรื่องทุจริตเกี่ยวกับน้ำที่นายกฯ มอบหมายให้ หรือให้เข้าใจง่ายคือทำงานเกินหน้าที่ แต่ก็ดูเขาว่าทำงานเป็นอย่างไร และที่ผ่านมาก็ไม่มีเสียงสะท้อนอะไร" นิวัฒน์ธำรงยกเหตุผลรัฐไม่แทรกแซงสื่อ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐมนตรีด้านสื่ออยากทำคือ ให้สื่อมวลชนทั้งช่อง 9 และ 11 มีอิสระในการทำข่าวสารและต้องเป็นธรรม รวดเร็ว ทั่วถึง เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในเมืองไม่มีปัญหาเพราะมีสื่อเยอะแต่ต่างจังหวัดไกลๆเช่น ชายแดน ในเรื่องของภาษาเช่นภาคใต้ อีสาน เหนือ หรือริมขอบต่างๆภาษาที่ใช้จะต้องเพิ่มเติมพิเศให้ทั่วถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่เน้นมาก

โดยเฉพาะภาคใต้ จะใช้ภาษายาวี ซึ่งทำมาอยู่แล้วแต่น้อย วันละ 3 ชั่วโมง อาจต้องขยายขึ้น ภาคเหนือ ชาวเขาก็มีวิทยุเอเอ็ม แต่น้อยอยู่ ก็อาจจะต้องเพิ่มขึ้น อีสานก็เช่นเดียวกัน โดยนโยบายต้องการให้มีการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล และที่ส่งเสริมให้ทำ คือ เรื่องสุขภาพการศึกษา ยาเสพติด รวมถึงนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ต่อเขา เช่น เบี้ยผู้สูงอายุซึ่งควรจะรู้เพื่อได้รับสิทธิของเขาหรือบัตรทองรักษาโรคทั้งหลาย ต้องให้ข้อมูลกับเขาเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์

นิวัฒน์ธำรง ย้ำว่า แต่ที่ต้องการส่งเสริมให้มากขึ้น คือ เรื่องการบริการสังคม เช่น มีการจัดรายการพิเศษเพื่อหาทุนให้โรงพยาบาลน้ำท่วม หรือไฟไหม้ ซึ่งอยากให้สื่อได้ช่วยกันเพราะว่าสื่อสามารถทำให้คนได้รับรู้ในวงกว้าง เวลาจะบริจาคอะไรก็มีกำลังช่วยเหลือมากขึ้น ซึ่งพยายามส่งเสริมในเรื่องดังกล่าวอยู่

สื่อต้องเปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าใครจะมองว่ารัฐบาลแทรกแซงสื่อก็ตามแต่ในมุมมองของรัฐมนตรีที่กำกับงานด้านสื่อและเป็นผู้มีประสบการณ์การบริหารสื่อโทรทัศน์ส่งสัญญาณไปถึงสื่อสารมวลชนต้องเตรียมพร้อมเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปีหน้าจะเข้าสู่ยุคสื่อดิจิตอลจะมีช่องโทรทัศน์ 30-50 ช่อง ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น หากไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะฟรีทีวีช่องหลัก ปัจจุบันอาจหายไปจากสารบบ

"ใน 50 ช่อง เข้าใจว่าเป็นช่องของหน่วยราชการประมาณ 10-15 ช่องอย่างมาก ซึ่งที่เหลือเป็นของเอกชน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ทำทั้งนั้น ขณะที่ช่อง 9และ 11 วันนี้งานหนักของเขาคือสร้างตัวเองและศักยภาพให้แข็งแรง ไม่เช่นนั้นแล้วก็เหมือนวิทยุเอฟเอ็ม ถ้าช่องคุณไม่ดีมันหายไปเลย เพราะฉะนั้น จึงเน้นไปที่ช่อง 9 และ 11 แต่ช่อง 11 ถือว่าโชคดีเพราะใช้เงินหลวง แต่ช่อง 9 เป็นเอกชน มีบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าคุณไม่ดีหุ้นตกตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องเปลี่ยนแปลง จึงเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันที่สูง และดูได้เลยว่าต่อไปนี้จะมีฟรีทีวีช่องต่างๆมากมายเกิดขึ้น"

ดังนั้น ช่อง 9 จะอยู่ได้อย่างไร จึงต้องปรับตัวของเขาเอง ขณะที่ช่อง 11 จะหนักกว่าเพื่อนตรงที่ทำอะไรก็ไม่ได้แม้กระทั่งโฆษณา แต่หน้าที่สื่อของรัฐที่ให้ทำ คือ เรื่องข่าวสารข้อมูลต้องเร็วและเรื่องเกี่ยวกับความรู้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน เช่น สุขภาพอาชีพ ต้องให้ชาวบ้าน และเรื่องสาธารณะทั้งหลาย เช่น น้ำไม่ไหล น้ำท่วม เพราะคนอื่นเขาจะมีเป้าอีกแบบคือ หาเงิน แต่ช่อง11ไม่ แต่ต้องเป็นสื่ออะไรที่ชาวบ้านต้องเปิดและต้องเป็นอย่างนั้นให้ได้ เพราะเราไปสู่เรื่องอื่นไม่ได้บันเทิง สารคดี ก็น้อย เพราะเงินไม่ถึง จึงทำให้เป็นสื่อชาวบ้านจริงๆ

นิวัฒน์ธำรง บอกว่า ไม่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้น แต่ต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ จะเป็นการเปิดกว้าง เพื่อให้ประชาชนได้บริโภค ตามที่เห็นว่าเหมาะกับตัวเอง และจะไปห้ามไม่ให้ดูไม่ได้ ดังนั้นจะเป็นความหลากหลายทั้งนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่ทำต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กสทช.ต้องเข้าไปดู เพราะมีหน้าที่ดูรายการแม้กระทั่งจอดำ ซึ่งเป็นอะไรที่หนักและหนักกว่าเดิม โดยปลายปีนี้จะมีการทดลองให้ไลเซนส์ (License) แต่ปัญหา คือ เมื่อเวลาทำทีวีดิจิตอลส่วนที่ลำบากเป็นชาวบ้าน เพราะต้องมีกล่องรับสัญญาณ

แต่โครงการที่จะมีกล่องสัญญาณเท่าที่ฟังจาก กสทช.จะช่วยจากการที่ได้รับเงินจากไลเซนส์ เช่น เมื่อขอทำช่องต้องจ่ายเงินค่าไลเซนส์เพื่อทำช่องฟรี และเอาเงินดังกล่าวมาซื้อกล่องให้ชาวบ้าน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาไม่ใช่ทันที อาจจะเป็น5-10ปี ซึ่งประเทศอังกฤษใช้เวลา5ปี ซึ่งถือว่าเร็ว บางแห่ง10ปี ซึ่งไทยวางไว้10 ปี แต่พยายามทำให้เร็วกว่านั้น

ผมไม่ใช่สายตรงใคร    

ไม่เพียงได้รับการแบ่งงานให้มากำกับด้านสื่อแต่เป็นที่สังเกตในช่วงรัฐบาลบริหารงานเกือบ 1 ปี นายกฯยิ่งลักษณ์ สั่งการให้นิวัฒน์ธำรงเข้าไปทำภารกิจหลายด้าน ตั้งแต่เป็นหนึ่งในกรรมการบริหารจัดการอุทกภัย ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปราบคอร์รัปชัน ประสานงานฟื้นฟูท่องเที่ยว จัดกิจกรรมปลูกป่า หรือแม้แต่จัดเตรียมแถลงผลงานรัฐบาลเรียกว่า "สากกะเบือยันเรือรบ"ทั้งที่ ครม. มีถึง 35 คน มีหลายกระทรวง แล้วเหตุใดยิ่งลักษณ์ถึงมอบหมายให้นิวัฒน์ธำรง เพราะความเป็นนักธุรกิจด้วยกันหรือไม่ ถึงต้องเลือกคนไว้วางใจมาเป็นมือประสานงาน หรือเพราะคำสั่งสายตรงจากคนแดนไกล

สื่อต้องเปลี่ยนแปลง

"ส่วนหนึ่งมาจากความเป็นนักธุรกิจที่เคยทำงานร่วมกับนายกฯยิ่งลักษณ์ และอีกส่วนหนึ่งก็สามารถประสานงานรัฐมนตรีทั้งหลายได้และไม่เป็นคนขัดแย้งหรือทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เอางานเป็นที่ตั้ง ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ และการมาตรงนี้ไม่ใช้สายตรงคนต่างประเทศ แต่ก็เคยทำงานให้ท่านมาเกือบ20ปีหรือครึ่งหนึ่งในชีวิตการทำงานอยู่กับกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ถามว่าอาจจะคุ้นเคยกัน แต่ก็ไม่เคยมีการสั่งหรือไปหา แต่นานๆ ก็มีโทร.หากันทีส่วนใหญ่ก็อยู่ตรงนี้ เช่น เวลาประชุม ครม. นายกฯ มอบหมายงานให้ตรงนี้ก็แย่แล้ว" นิวัฒน์ธำรง เฉลย

นิวัฒน์ธำรง ย้ำว่า การเข้ามาจุดนี้ได้ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นสายตรงของใคร แต่มีความคุ้นเคยกับนายกฯประกอบกับนายกฯ ชักชวนมาในช่วงเกษียณการทำงานพอดีและว่าง อีกทั้งก่อนการเลือกตั้งก็เข้ามาช่วยทำงานในพรรคและเป็นสมาชิกพรรคลงสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และช่วงหาเสียงช่วงเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ไปปราศรัยตามเวทีต่างๆ แต่จะช่วยสนับสนุนในเรื่องการบริหารจัดการเรื่องต่างๆภายในออฟฟิศ เพราะฉะนั้น การเข้ามาจึงเป็นการขันอาสา อย่างไรก็ตาม หากถามถึงความสัมพันธ์ พ.ต.ท.ทักษิณ

"ผมก็ไม่ได้คุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยไอทีวี แต่เริ่มตั้งแต่ธุรกิจไอทีมือถือ ซึ่งเคยทำเรื่องดาวเทียมและมองว่าจากนักธุรกิจสู่นักการเมืองการทำงานไม่ต่างกัน เพราะไม่ได้ทำการเมือง แต่มาทำงานดูโครงการนั้นโครงการนี้ คุมเรื่องงานเท่านั้นส่วนการเมืองก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นไป"

รัฐมนตรีจากค่ายมือถืออธิบายต่อไปว่า หากเป็นรัฐมนตรีทั่วไปต้องคุมกระทรวงก็แย่แล้ว แต่งานที่ทำมันลอย ไม่มีกระทรวงประจำ มีหน้าที่ดูแลเลขาฯ เช่น สศช. ก.พ.ร.สลค. ปลัดสำนักนายกฯ เพราะฉะนั้นหน้าที่ที่ดูแลจึงเป็นการประสานอยู่แล้ว จึงมาอย่างนี้

"ผมเข้ามาเพื่อทำงานไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง ใครถามเรื่องการเมืองผมไม่ตอบ และมีความภูมิใจว่างานที่ทำออกมาดี"

ทั้งนี้ นิวัฒน์ธำรงยังกล่าวถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็เคยเป็นนักธุรกิจด้วยกันมาทำงานการเมืองมีพัฒนาการที่ดีขึ้น "เห็นอย่างนี้นายกฯก็เป็นคนเก่งนะ (รีบออกปาก) แถมยังเป็นคนทำงานเก่ง มีสติปัญญาแหลมคม ความจำดี เร็ว เช่น การตัดสินใจ และการไปในกลุ่มต่างๆ มีวิวัฒนาการมากขึ้น แตกต่างจากที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งช่วง4-5เดือนแรกต้องมาเจอกับปัญหาอุทกภัย ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัย แต่ในเชิงความรู้ความสามารถมีมาตั้งแต่ต้นเป็นทุนเดิม

"3เดือนแรก อาจจะเป็นเพราะความไม่คุ้นเคย เพราะนายกฯ มีประสบการณ์ในด้านธุรกิจเยอะ ทั้งด้านการบริหารงาน เป็นซีอีโอประธานบอร์ด อะไรต่อมิอะไรมาหลายเรื่องหลายงาน เพราะฉะนั้นความรู้ความสามารถก็มีสะสมมาเพียงแต่เข้ามาในระบบการเมืองและการเป็นผู้นำเลย ต่างจากผมที่ไม่ได้เข้ามาเป็นผู้นำหรือการเมืองดังนั้น ผมเองจะง่ายกว่าเยอะ" นิวัฒน์ธำรง ประเมินผ่านสายตานักธุรกิจการเมืองด้วยกัน

1ปีรัฐบาลผลงานประจักษ์

นิวัฒน์ธำรง บอกว่า ใกล้ช่วงครบรอบ 1 ปี การทำงานของรัฐบาลในวันที่ 23 ส.ค. รัฐบาลได้เตรียมพร้อมด้วยกัน 2ส่วนคือ รูทีน และประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติทุกรัฐบาลเมื่อครบปีจะต้องรายงานต่อรัฐสภาว่าได้ทำงานอะไรไป ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา และ1ปีต้องทำรายงานเป็นเล่ม โดยส่งไปที่รัฐสภา และสภาจะนัดอีกทีว่าให้ไปรายงานเมื่อไร

อีกกิจกรรมหนึ่ง คือ รัฐบาลต้องแถลงเมื่อครบ 1 ปี เป็นภารกิจและหน้าที่ต้องแถลงผลงานซึ่งเนื้อหาก็มีความคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ได้ทำเหมือนกับสภา แต่ทำในลักษณะว่าเป็นของรัฐบาลทำ ก็จะมีการแถลงผลงานภายในปีนี้ ซึ่งกำลังเตรียมการอยู่ว่าตลอด1ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อแจ้งต่อสาธารณชนให้รับทราบ

"หากดูตามเนื้อผ้า นายกรัฐมนตรี ทำงานเต็มที่ มีผลงานประจักษ์ชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายทั้ง 16 ข้อ ไม่ว่าจะเรื่องยาเสพติดโครงการจำนำราคาพืชผลเกษตรกร รายได้ประชาชน 300 บาท เงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทเบี้ยยังชีพ ผลงานถือว่าเยอะ และเป็นโครงการต่อเนื่องไม่ใช่ปีต่อปี เช่น เรื่องรับจำนำข้าว30บาทรักษาทุกโรค แท็บเล็ต การปราบปรามยาเสพติดและการปราบปรามการทุจริต แต่อาจจะมีนโยบายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม"

ถามว่าอุปสรรคสำคัญของรัฐบาลที่ผ่านมาคืออะไรเจ้าตัวยอมรับว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เข้ามาช่วงแรก แทนที่รัฐบาลจะได้เอาเวลาไปทำงานตามโครงการและแผนงานที่วางไว้ ก็ต้องเสียโอกาสเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาในเรื่องของน้ำท่วม ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนงานที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้น เสียเวลาไปหลายเดือนตั้งแต่เดือน ส.ค. จนถึงปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แม้มีเวลาทำงานที่เหลือหลังจากนั้น6-7เดือน ผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าทำได้มากมายกว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา

แล้วปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคืออุปสรรคด้วยหรือไม่ นิวัฒน์ธำรง กลับมองว่าความขัดแย้งการเมืองเป็นธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานและมีมานาน ไม่ใช่เพิ่งเป็น เจอกันทุกรัฐบาล จริงๆ ถ้าไม่มี ดีที่สุด แต่ประเทศไทยอยู่กับเรื่องนี้มานานแต่ถือเป็นภารกิจส่วนหนึ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจง

"ประเทศจะไปได้ดีกว่านี้ ที่สำคัญคือ ในโลกยุคใหม่แข่งขันเชิงเศรษฐกิจ จำเป็นต้องทำให้ประเทศเกิดความแข็งแรง การที่เรามาขัดแย้งกันเองจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส จึงต้องการเรียกร้องให้เรื่องดังกล่าวลดลง"

อย่างไรก็ตาม หากมองกลับไปที่นโยบายรัฐบาลก็มีเรื่องของการสร้างความปรองดองแต่ปรากฏว่าคนในพรรครัฐบาลและผู้สนับสนุนก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันร่างกฎหมายปรองดอง หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ นิวัฒน์ธำรงมีความเห็นว่า นโยบายและสิ่งที่ทำมามุ่งหวังเพื่อปรองดองเช่น การเยียวยา ต่ออายุ (คอป.)และภาคประชาชนและสภาผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายปรองดองขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้นเพียงแต่เราเห็นอย่างนี้ แต่ทำให้เป็นเรื่องไม่ปรองดองทำไม ทำไมไม่ฉวยโอกาสทำให้ปรองดอง

"สมมติกฎหมายที่ออกมาไม่ถูกใจนัก ทำไมไม่ปรับให้เป็นกฎหมายที่ถูกใจของทุกคน เรามีวัตถุประสงค์เดียวกันหรือไม่ ที่ต้องการให้เกิดความปรองดองเพื่อให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น"

ทางออกในเรื่องดังกล่าวนิวัฒน์ธำรงยกให้เป็นหน้าที่ของสภา เพราะพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแยกทำงานเป็น2ส่วน คือ ส่วนบริหารบ้านเมือง โดยนายกฯ เป็นหัวหน้าในการพารัฐมนตรีไปทำงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ขณะที่สภาก็ว่าด้วยเรื่องของกฎหมาย

"ถามว่าทิศทางเป็นอย่างไร คือ ต้องการให้เกิดความปรองดองในชาติ แต่จะทำอย่างไรก็ต้องช่วยกัน ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กระบวนการที่รัฐสภาจะดำเนินการกันไป และต้องเข้าใจว่ารัฐมนตรีทั้งหมดเป็น สส.เพียงไม่กี่ท่าน และหน้าที่ของเราคือช่วยกันแก้ปัญหาประชาชนราคาสินค้า อะไรที่เป็นความเดือดร้อน"

ส่วนเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนิวัฒน์ธำรงยืนยันรัฐบาลและประชาชนเห็นตรงกันว่าต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้ประชาธิปไตยบ้านเราและการบริหารประเทศชาติดียิ่งขึ้น แต่จะพิจารณาข้อไหนอย่างไรก็ว่ากันไป เพราะระบอบประชาธิปไตยการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ฉีกก็มี (หัวเราะ)

"ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะแก้แต่จะเดินไปอย่างไร ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการกฎหมายและประชาธิปไตย ขณะที่การปลุกเร้าของ สส.พรรคและแกนนำกลุ่มเสื้อแดงให้เดินหน้าทั้งสองเรื่องก็เป็นสิทธิในฐานะประชาชน แต่ว่าก็มีหลายฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่จะเร่งรีบหรือให้ชะลอนั้น ไม่ทราบ ต้องไปถามสภา"เสนาบดีอเนกประสงค์ ทิ้งท้าย         

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท