
เสียงหลังโลงของ....จ่าเพียร (1)
วันที่ 23 ก.พ. 2553 คือ วันแรก ที่คนไทยทั้งประเทศได้รู้จัก
“จ่าเพียร ขาเหล็ก” พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ในฐานะนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด ที่ต้องแบกเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร และอีกสารพัดโล่รางวัล รวมทั้งประกาศนียบัตรอีกนับสิบใบที่ได้มาจากการทุ่มเททำงานให้กับประเทศชาติมาตลอด 40 ปี มาร้องขอความเป็นธรรมจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีครั้งนั้น
“จ่าเพียร” เดินทางมาด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยม เพื่อทวงสิทธิที่พึงจะได้รับตอบแทนจากแผ่นดินเกิดของตัวเอง ซึ่งเขาได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินนี้มาตลอดทั้งชีวิต แต่สิ่งที่ได้รับกลับไปคือ ความเวิ้งว้างว่างเปล่า ไร้วี่แววความเห็นใจจากผู้มีอำนาจ แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาโดยตรงยังขับไสไล่ส่งให้ออกไปร้องเรียนที่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาล ขณะที่คนที่อยู่ห้อมล้อมนายอภิสิทธิ์ก็ไม่สนใจจะดูดำดูดี แถมยังพยายามกีดกัน “จ่าเพียร” ให้ได้พบสื่อประจำทำเนียบรัฐบาลในช่วงเวลาที่จำกัดการเรียกร้องสิทธิของตัวเองที่พึงจะได้รับของ
“จ่าเพียร” ครั้งนั้นไม่ใช่ ครั้งแรก ที่ทำให้ หัวใจเพชร ของ “จ่าเพียร” แทบแตกสลาย เพราะก่อนหน้านี้หลังจากที่ พ.ต.อ.สมเพียร รู้ว่าชื่อของตัวเองถูกผู้มีอำนาจที่ไร้มนุษยธรรมถอดออกจากตำแหน่ง ผกก.สภ.กันตัง จ.ตรัง ท้องที่ที่ “จ่าเพียร” วาดฝันว่าจะได้ไปพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตราชการที่เหลืออยู่กับครอบครัวตามคำแนะนำของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บังคับบัญชาที่มองเห็นคุณงามความดีของ “จ่าเพียร”นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด ได้เข้าไปปรับทุกข์กับนักการเมืองท้องถิ่นใน จ.ยะลา ที่มีความคุ้นเคยกัน เพื่อระบายความในใจที่อัดอั้นอยู่ จนนักการเมืองท้องถิ่นท่านนั้นทนนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ต้องจูงมือ
“จ่าเพียร” ขึ้นรถ เดินทางจาก จ.ยะลา ไปยัง จ.ตรัง เพื่อเข้าพบ ผู้มีบารมีคับ จ.ตรัง เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและขอให้ช่วย “จ่าเพียร” ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างสงบสุขตามที่ตั้งความหวังเอาไว้ เพราะทั้งสองเชื่อมั่นในคุณธรรมของผู้มีบารมีฯ ซึ่งเป็นที่เลื่องลือขจรขจาย จะคืนความชอบธรรมให้กับ “จ่าเพียร” ได้ไม่ยากหากมีความจริงใจที่จะช่วย แต่ก็เหลวไม่เป็นท่า“
สองครั้ง...สองครา” ที่ผู้มีอำนาจและมีบารมีในประเทศนี้ ไม่เหลียวแล ตำรวจน้ำดี ที่ทำงานอย่าง เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย มาตลอดทั้งชีวิต หัวใจของจ่าเพียรที่เคยแกร่งดั่งเพชรแทบสลายลงไป เพราะน้อยใจในชะตาชีวิตของตัวเอง แต่ผู้กำกับสมเพียรก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันดังที่เคยปฏิบัติตลอด 40 ปีวีรกรรมของ
“จ่าเพียร” เฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ สภ.บันนังสตา ประมาณ 2 ปี “จ่าเพียร” ได้ กุดหัวโจรใต้ ไปทั้งสิ้น 22 ศพ อย่างไร้ข้อกังขา โดยทุกศพไม่มีการร้องเรียนว่ายิงผิดตัวหรือเป็นการกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม เพราะ การข่าว ของ “จ่าเพียร” เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายว่ามีความแม่นยำเกินร้อยขณะที่สไตล์การทำงานของ
“จ่าเพียร” ก็ทำแบบถึงลูกถึงคน โดยมีครั้งหนึ่งของการไล่ล่ากลุ่มโจรใต้ “จ่าเพียร” ได้สืบทราบจนรู้แน่ชัดว่ากลุ่มโจรได้หลบซ่อนอยู่ในบ้านไม้หลังหนึ่ง จ่าเพียรได้ตัดสินใจขับรถพุ่งชนบ้านหลังดังกล่าว ก่อนจะลงจากรถไปยิงโจรใต้เสียชีวิต 2 ศพ จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วในกลุ่มของโจรใต้ จนทำให้ “จ่าเพียร” กลายเป็นเป้าหมายหมายเลขหนึ่งของขบวนการแบ่งแยกดินแดนจากวันที่
“จ่าเพียร” เดินทางมาร้องขอชีวิตกับนายอภิสิทธิ์คล้อยหลังเพียง 18 วัน กลุ่มโจรใต้ก็ได้ใช้วิธีลอบกัด กระชากวิญญาณ “จ่าเพียร” ออกจากร่าง เหลือไว้เพียงความทรงจำและคุณงามความดีที่ “จ่าเพียร” ได้ทำให้กับประเทศนี้ทั้งหมดนี้เป็นเพียง
“ปฐมบท” ของ ความเจ็บปวด ที่ลูกผู้ชายชื่อ สมเพียร ต้องเผชิญเรื่องเล่าหลังโลงศพของ
“จ่าเพียร” ยังมีอีก






