
มือเท้าปาก
ฟังผิวเผินเหมือนโรคประจำตัวของนักการเมือง แต่ที่จริงไม่ใช่ เป็นโรคติดต่อที่มักเกิดกับเด็กเล็กอายุไม่ถึง 5 ขวบ
ฟังผิวเผินเหมือนโรคประจำตัวของนักการเมือง แต่ที่จริงไม่ใช่ เป็นโรคติดต่อที่มักเกิดกับเด็กเล็กอายุไม่ถึง 5 ขวบ
โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่เป็นกันทั่วโลก ที่ไม่สามารถปราบให้สิ้นซากเพราะเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษา อาการทั่วไปไม่รุนแรงมาก ยาที่กินไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค แต่ไปช่วยบรรเทาอาการจนกว่าจะหายเอง ซึ่งมักจะใช้เวลาเพียง 12 สัปดาห์
บ้านเราโดยปกติก็เป็นกันไม่น้อย เช่น ปีที่แล้วสถิติทางการคือ 1.8 หมื่นคน แต่ตัวเลขจริงคงสูงกว่านี้มาก เพราะมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เป็นแล้ว พ่อแม่ไม่ได้พาไปโรงพยาบาล ทำให้ไม่มีการบันทึกไว้
ปีนี้ที่ตื่นตระหนกกันขึ้นมา เพราะมีข่าวว่ามีสายพันธุ์ที่ร้ายแรงระบาดในกัมพูชา ทำให้เด็กเขมรตายไปหลายสิบคน ประกอบกับเมื่อตรวจสอบลงไป พบว่าสถิติการติดเชื้อของเด็กไทยปีนี้สูงขึ้น คือเพียง 7 เดือนแรก ประมาณ 1.3 หมื่นคนแล้ว ยิ่งมีข่าวเด็กตายไปแล้วอย่างน้อย 3 คน คือ ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ที่ จ.สระแก้ว และระยอง ก็ยิ่งทำให้ตื่นกลัวกันมากขึ้น
ตลอด 23 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเห็นมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกวัน แต่แทนที่จะทำให้เกิดความกระจ่าง ผมเชื่อว่าคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังกลับรู้สึกสับสนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการให้ข่าวจากภาครัฐเป็นลักษณะต่างคนต่างทำไปกันคนละทิศละทาง ขาดความสอดคล้องและทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลก็พยายามชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดการกับปัญหานี้ของรัฐบาล
ก่อนจะแนะนำว่ารัฐบาลควรแก้ปัญหาอย่างไร ผมอยากให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการระบาดของโลกมือ เท้า ปาก ดังนี้
หนึ่ง โรคนี้เป็นได้กับเด็กทั่วโลก ทั้งในประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน ต่างกันที่เด็กในประเทศร่ำรวยเมื่อเจ็บป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดี แม้จะติดเชื้อที่เป็นสายพันธุ์รุนแรง คือ อีวี71 ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก็ต่ำ ส่วนเด็กในประเทศยากจน บ่อยครั้งไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี หรือกินยาผิด ทำให้อาการอาจทรุดหนักหรือเสียชีวิตได้
สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กนิดเดียว แต่สถิติเด็กติดเชื้อเพียง 67 เดือนแรกของปีนี้ก็กว่า 2.5 หมื่นคนแล้ว มากกว่าตัวเลขที่เก็บได้ในบ้านเราเสียอีก เพียงแต่ที่สิงคโปร์ไม่มีสถิติการตาย
สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ที่มีการเก็บสถิติ เช่น เวียดนาม ปีนี้พบแล้วกว่า 6 หมื่นคน และตายไปแล้วกว่า 30 คน ส่วนจีนปีนี้พบแล้วกว่า 1.2 ล้านคน และตายแล้วกว่า 350 คน
สอง ในกรณีของกัมพูชา ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ตลอด 23 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการระบาดที่รุนแรงกว่าปีก่อนๆ มาก และเนื่องจากมีชายแดนติดต่อกับเรา ทำให้เราเห็นเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกิดความกลัวว่าเชื้อจากกัมพูชาจะข้ามพรมแดนเข้ามาระบาดในไทย
แม้ว่าในทางการแพทย์จะยังไม่มีการยืนยันว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในกัมพูชาเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการกลายพันธุ์และร้ายแรงขึ้นหรือไม่ หรือเป็นเพียงสายพันธุ์อีวี71 ที่มีอยู่ในกัมพูชาแต่เดิม หรือข้ามฝั่งไปจากเวียดนามหรือไทย แต่ที่ชัดเจนแล้วจากรายงานขององค์การอนามัยโลกคือ ในกรณีที่ตาย ส่วนใหญ่มีการรักษาที่ผิดวิธี กล่าวคือ มีการให้สเตียรอยด์เพื่อรักษาอาการคันและผื่นแดงบนตัวเด็ก ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังมักจะทำให้อาการทรุดหนักขึ้น
สาม สถิติเกี่ยวกับโรคนี้ที่เก็บรวบรวมและรายงานออกมาจากสถาบันต่างๆ มักจะเชื่อถือไม่ค่อยได้ เพราะบางประเทศก็เก็บสถิติโดยละเอียด แต่บางประเทศเก็บเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ ส่วนอีกหลายประเทศไม่มีรายงานเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป ซึ่งอาจเป็นเพราะโรคนี้ไม่ถือเป็นโรคร้ายแรง จึงไม่ใคร่ให้ความสำคัญกัน
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา บางประเทศอาจตั้งอกตั้งใจเก็บสถิติ แต่ข้อมูลที่ได้ก็คลาดเคลื่อนอยู่ดี เพราะมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ปล่อยให้หายเองโดยไม่ไปพบแพทย์
แม้แต่สถิติที่สูงขึ้นในปีนี้ของเราก็อาจจะไม่สะท้อนข้อเท็จจริง เพราะความกลัวโรคระบาดทำให้มีการตรวจสอบมากกว่าปีก่อนๆ
ผมอยากแนะนำวิธีบริหารจัดการปัญหาโรคมือ เท้า ปากให้กับรัฐบาล ดังนี้
ประการแรก รัฐบาลควรรวมศูนย์การบัญชาการ การให้ข้อมูล ข่าวสาร และคำแนะนำกับประชาชนไว้ในที่เดียวกัน จะโดยการตั้งวอร์รูมหรือมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพก็ได้ หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จะพูดหรือทำอะไรให้รายงานให้ศูนย์นี้ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้ข่าวผ่านสื่อมวลชน
นอกจากการรวมศูนย์แล้ว กระบวนการเปิดเผยข้อมูลควรกำหนดมาตรฐานชัดเจนและให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในข่าวสารที่ได้รับ ควรห้ามมิให้มีการกลบเกลื่อนหรือบิดเบือนข้อมูลโดยเด็ดขาด เพราะผลที่ได้จากการทำให้ผู้ฟังสบายใจในระยะสั้นไม่คุ้มกับความสับสนและข้อสงสัยที่จะตามมาอีกมากมายในระยะยาว
ประการที่สอง เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมมีความกังวลอย่างกว้างขวาง และยังมีความเสี่ยงอยู่บ้างที่เชื้อจากกัมพูชาจะร้ายแรงเป็นพิเศษ จึงควรกำหนดมาตรการป้องกันการระบาดอย่างเข้มข้นในขณะนี้ เช่นให้ตรวจเด็กทุกเช้าก่อนเข้าห้องเรียน หรือก่อนให้เข้ารวมกลุ่มกับเด็กอื่นในสถานรับเลี้ยงเด็ก และหากพบเด็กที่สงสัยจะติดเชื้อเกินอัตราส่วนที่กำหนด ให้ปิดโรงเรียนอย่างน้อย 12 สัปดาห์ เป็นต้น
ประการที่สาม เตรียมตัวรับมือกรณีเกิดการระบาดที่รุนแรงขึ้น หรือมีลักษณะคล้ายการระบาดในกัมพูชามากขึ้น โดยอาจนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกัมพูชามาเป็นกรณีศึกษา เช่น อาจต้องย้อนกลับไปตรวจสอบประวัติการรักษาในทุกกรณีที่อาการทรุด หรือเสียชีวิตว่ามีการใช้สเตียรอยด์หรือไม่ รวมทั้งอาจพิจารณาประกาศเตือนหรือห้ามการใช้สเตียรอยด์โดยเด็ดขาด
ประการสุดท้าย เราน่าจะส่งทีมแพทย์หรือทีมสาธารณสุขไปช่วยกัมพูชา เพราะนอกจากจะได้บุญได้กุศลและเป็นการสร้างไมตรีแล้ว เรายังอาจได้ความรู้และประสบการณ์ที่จะเป็นประ โยชน์ต่อบ้านเมืองของเราเองในภายหลัง







