
ล้อมรั้ว "แกนนำ" ถอนประกันเอาจริง
จับอาการทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
จับอาการทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปรียบเทียบทั้งก่อนและหลัง นับจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนการวินิจฉัย ท่าทีแกนนำ นปช.ได้ปลุกขวัญกำลังใจมวลชนอย่างเต็มที่ ใช้คำอธิบายสารพัดทฤษฎีมาบอกกล่าวกับผู้สนับสนุนให้เตรียมความพร้อมอีกครั้งผ่านการระบุว่า อำมาตย์กำลังใช้ศาลรัฐธรรมนูญรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหมือนกับที่เคยทำกับ สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ เหล่าแกนนำก็สงบท่าทีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เนื่องจากโดนจัดหนักเข้าไปถึง 2 หมัด
หมัดแรก จากศาลอาญา โดยได้พิจารณาคำร้องของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปไตย ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาทบทวนคำสั่งการให้ประกันตัวแกนนำ นปช.จำนวน 20 คน อาทิ ก่อแก้ว พิกุลกอง วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รวมถึง จตุพร พรหมพันธุ์
ข้อกล่าวหา คือ แกนนำ นปช.เหล่านี้ได้กระทำการแถลงข่าวยั่วยุสร้างความวุ่นวายให้ประชาชนออกมากดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยพิจารณาคดี ผิดเงื่อนไขสัญญาการขอประกันตัวในคดีก่อการร้าย ที่ห้ามไม่ให้ก่อความวุ่นวายถึงขั้นเป็นอันตรายต่อสังคม ซึ่งวันที่ 9 ส.ค. ศาลอาญาเตรียมจะมีคำสั่งในรายของจตุพรและไต่สวนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
หมัดสอง ส่งตรงจากศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดได้แจ้งความต่อตำรวจกองปราบปรามให้ดำเนินคดีแกนนำเสื้อแดงและมวลชนแบบยกเข่งถึง 6 คดี อาทิ ยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการปราศรัยหน้ารัฐสภาวันที่ 7 มิ.ย.
ก่อแก้ว ข้อหาขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย จากการปราศรัยเวทีมีนบุรีวันที่16 มิ.ย. และแถลงข่าวที่รัฐสภาวันที่ 11 ก.ค. หรือในรายของ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยการแถลงข่าวผ่านทางทีวีเอเชียอัพเดต เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ฯลฯ
คดีความทั้งหมดนี้ล้วนมาจากกระทำของเสื้อแดงแทบทั้งสิ้น จากการแถลงและปราศรัยต่อสาธารณะเพื่อเคลื่อนไหวตอบโต้ศาลรัฐธรรมนูญ ผลที่ออกมาจึงเป็นลบกับเสื้อแดงเอง
ด้านลบที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้นั้น ได้พุ่งตรงมาที่แกนนำเสื้อแดงเต็มๆ ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะท่าทีของพรรคเพื่อไทย ที่แกนนำเสื้อแดงต่างรู้สึกว่า นายใหญ่และแกนนำพรรคไม่ค่อยให้การช่วยเหลือหรืออุ้มแกนนำคนเสื้อแดงที่โดนดำเนินคดีเท่าที่ควร ไม่ต่างกับการลอยแพให้เป็นไปตามยถากรรม
พรรคเพื่อไทยต้องการถอยฉากตัวเองออกมาจากการเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายตุลาการ เพราะทราบดีว่าต้องเก็บตัวเอาไว้เพื่องานสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต
ขณะเดียวกันความรู้สึกๆ ของแกนนำต่างไม่มั่นใจว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีโควตาเสื้อแดงที่อาจได้เพิ่มจากการปรับ ครม.ที่จะถึงนี้ โดยมี “จตุพร” เป็นเต็งหนึ่ง มีแนวโน้มต้องชวดแน่ เพราะไม่มีสัญญาณจากนายใหญ่
อย่างไรก็ตาม นับจากนี้แกนนำเสื้อแดงต้องหาทางต่อสู้เรื่อง “การถอนประกัน” ในวันที่ 9 ส.ค. ตามหมายเรียกของศาลอาญาให้ถึงที่สุด แว่วว่า ทีมทนายความ นปช.ได้วางแนวทางต่อสู้คดีอาไว้ 2 ส่วน
ส่วนแรก เน้นแก้ข้อกล่าวหาในคำร้องของนิพิฏฐ์ กล่าวคือ ทนายความความ นปช.จะหักล้างว่าการที่อ้างว่าแกนนำ นปช.ได้กระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวคดีก่อการร้ายเป็นคนละส่วนกับการแสดงความคิดเห็นของแกนนำ นปช.ในคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา
เนื่องจากถ้อยแถลงของแกนนำ นปช.ได้พูดถึงคดีล้มล้างการปกครองฯ ไม่ได้พาดพิงพยานหลักฐานในคดีก่อการร้าย เพราะในเงื่อนไขการให้ประกันตัวคดีก่อการร้าย คือ การห้ามข่มขู่พยานและห้ามยุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน ขณะที่ข้อหาข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ได้แจ้งความดำเนินคดีเอาไว้แล้ว เป็นการแสดงให้เห็นว่า คดีข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนละส่วนกับคดีการก่อการร้าย
ดังนั้น การกล่าวหาว่าการใช้สิทธิเสรีแสดงความคิดเห็นในเชิงข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าลักษณะให้เพิกถอนการประกันตัวในคดีก่อการร้ายได้แต่อย่างใด
ส่วนสอง อธิบายให้ศาลอาญาให้ประจักษ์ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นหนึ่งในระบบของศาลยุติธรรมที่ห้ามไม่ให้วิจารณ์ตามกฎหมาย จึงสามารถวิจารณ์โดยใช้ความเห็นเชิงวิชาการได้ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68
ถึงกระนั้นแม้จะเตรียมข้อต่อสู้เอาไว้อย่างรัดกุมเพียงใด แต่ในทีมทนายความก็มีความหนักใจเช่นกัน โดยเฉพาะในราย “เจ๋ง ดอกจิก” เพราะการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น สถานที่พัก เบอร์โทรศัพท์ ต่อสาธารณชน
อาจเป็นผลให้ศาลอาญาอาจมีดุลพินิจว่า เป็นเจตนาจงใจยั่วยุและก่อให้เกิดการประทุษร้ายได้ ต่างจากถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ที่จะพูดเฉพาะถึงการไม่มีอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการรับคดีเท่านั้น
สรุปว่า สถานการณ์เวลานี้เป็นขาลงของแกนนำ นปช. ทั้งถูกดำเนินคดีและลอยแพจากพรรคเพื่อไทย ทั้งหมดต้องติดตามวันที่ 9 ส.ค. จะโดนถอนประกันหมู่หรือไม่







