
แก้ปัญหาข้าว-แค่จำนำหรือประกันเท่านั้นหรือ
บทความวันนี้เป็นบทความตอนต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมพยายามเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบความแตกต่าง
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
บทความวันนี้เป็นบทความตอนต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมพยายามเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบความแตกต่าง ระหว่างการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลนี้ กับการประกันรายได้ของชาวนาของรัฐบาลที่แล้ว เพื่อนำไปสู่การตอบโจทย์ว่า การแก้ปัญหาข้าว ทำได้โดยการรับจำนำข้าวเปลือก หรือ โดยการประกันรายได้ของชาวนาเท่านั้นหรือ
ผมไม่เชื่อว่า ลำพังการใช้มาตรการรับจำนำข้าวเปลือก หรือการประกันรายได้ของชาวนา ในรูปแบบปัจจุบันอย่างใดอย่างหนึ่ง จะสามารถแก้ไขปัญหาข้าวอย่างยั่งยืน
ผมไม่เชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถรับภาระหาเงินเข้าไปรับจำนำข้าวปีละนับแสนล้านบาทได้ต่อเนื่องกันไปทุกปีโดยไม่รู้จบ เพราะการรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ไปเก็บไว้ทั้งนาปีนาปรังปีหนึ่งเฉลี่ยกว่า 15 ล้านตัน โดยต้องจ่ายค่าเก็บรักษาอีกปีหนึ่งนับ 1,0002,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลไม่สามารถขายข้าวหรือระบายข้าวออกจากสต๊อก ที่เก็บไว้เพื่อสร้างกระแสเงินสดไว้รับจำนำต่อไป หรือเพื่อให้มีสถานที่เก็บข้าวเปลือก ที่จะรับจำนำเข้ามาใหม่ทุกฤดูกาลผลิตได้ทัน เว้นแต่จะต้องยอมรับภาระความเสียหายจากการขายข้าวออกไป ในราคาที่ต่ำกว่าทุนปีละหลายหมื่นล้านบาท หรืออาจขยายตัวขึ้นหลักแสนล้านบาท
อย่างที่ได้เรียนให้ทราบแล้วว่า การรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดนั้น ความจริงคือการรับซื้อข้าว เพราะถ้าชาวนาสามารถจำนำข้าวเปลือกที่ผลิตได้ในราคาที่สูงกว่าราคาที่จะขายในตลาด คงไม่มีชาวนาคนไหนกลับมาไถ่ถอนข้าวที่จำนำไว้กับรัฐบาล
ดังนั้น รัฐบาลจึงกลายมาเป็นพ่อค้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของประเทศหรือของโลก การทำตัวเป็นพ่อค้าข้าวจึงจำเป็นต้องหาเงินสดมาซื้อข้าว โดยก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นปีหนึ่งนับแสนล้านบาท นอกจากนั้นยังต้องรับซื้อข้าวจากชาวนาทั่วประเทศเอง ทั้งที่บุคลากรไม่มีประสบการณ์ในการคัดคุณภาพข้าวเหมือนโรงสี หรือพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อไปจำหน่ายในราคาตลาด ทำให้รัฐบาลต้องซื้อข้าวคุณภาพต่ำในราคาสูง เปิดช่องทางให้โรงสีหรือพ่อค้าคนกลางสลับสับเปลี่ยนเอาข้าวคุณภาพสูงออกไปจำหน่าย และเอาข้าวคุณภาพต่ำเข้าไปเก็บคลุกเคล้าไว้ในสต๊อกของรัฐบาลแทน ซึ่งเมื่อมีการระบายข้าวออกไปขาย รัฐบาลยิ่งขาดทุนเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากจะรับซื้อหรือรับ “จำนำ” ราคาแพงแล้ว ยังขายข้าวที่เก็บไว้ออกไปในราคาต่ำกว่าที่ควรจะได้ เพราะเป็นข้าวคุณภาพต่ำ เสื่อมสภาพ เรียกว่าขาดทุนสองเด้ง ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ
ทีนี้หันมาดูด้านผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการรับจำนำ หรือการรับซื้อข้าวของรัฐบาลคือชาวนาบ้าง ถ้าดูอย่างผิวเผิน จะเห็นว่าชาวนาได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ จากการรับจำนำข้าวของรัฐบาล คือขายข้าวให้รัฐบาลสูงกว่าราคาตลาด ทั้งราคารับจำนำมักเป็นราคาที่ถูกกำหนดโดยเหตุผลทางการเมือง แต่ในระยะยาวจะทำให้ชาวนาไม่สามารถพึ่งพาตัวเองให้สามารถรองรับผลกระทบจากกลไกตลาด โดยเฉพาะถ้าวันหนึ่งวันใดในอนาคตที่รัฐบาลไม่สามารถจะรับภาระนี้ต่อไปได้
คำถามคือ ทำไมการรับจำนำข้าวในรูปแบบนี้จึงทำให้ชาวนาขาดความสามารถในการพึ่งพาตัวเองในอนาคต คำตอบชัดเจนครับว่า การที่ชาวนาผลิตข้าวออกมาเท่าไร รัฐบาลรับซื้อหมดในราคาสูง ทำให้ชาวนาขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาคุณภาพของข้าว ที่ผลิตออกมาให้ดีขึ้นเพื่อแข่งขันในตลาดเสรี ซึ่งท้ายที่สุดอาจทำให้ข้าวไทยที่เคยมีคุณภาพสูงต้องด้อยคุณภาพลง ไม่สามารถแข่งขันกับข้าวจากประเทศคู่แข่ง ซึ่งมีการพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น
ผมยอมรับครับว่า ถ้าคำตอบเรื่องนี้คือรัฐบาลมีความสามารถที่จะรับซื้อข้าวจากชาวนาไปเก็บไว้ปีแล้วปีเล่า โดยกู้เงินมาซื้อปีละ 23 แสนล้านบาท เสียดอกเบี้ยปีละ 12 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่านั้นถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งยอมรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเฉลี่ยปีละ 3040% ของเงินที่ลงทุนไปในแต่ละปี ปัญหาเรื่องนี้ก็ไม่น่าห่วง แต่คำถามคือ จริงหรือที่รัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือชาวนารูปแบบนี้ต่อไปไม่รู้จบ เพราะแค่ 5 ปี รัฐบาลอาจต้องกู้เงินมาซื้อข้าวถึง 1 ล้านล้านบาท หรือมากกว่านั้น ถึงจะสามารถขายข้าวที่ซื้อไว้ออกไปชำระหนี้ได้บางส่วน แต่การบริหารกระแสเงินสดลักษณะนี้ ต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดแบบบูรณาการ ซึ่งไม่ใช่แบบระบบราชการซึ่งคนกู้เงิน คนใช้เงิน คนเก็บเงิน และคนบริหารสินค้า แยกกระจายกันอยู่หลายหน่วยงาน
ผมขอฝากให้คนที่เกี่ยวข้องคิดดูก็แล้วกันว่า รัฐบาลและระบบราชการสามารถแปรสภาพตัวเองเป็นพ่อค้าข้าวระดับโลกได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเป็นพ่อค้าที่ซื้อแพงและขายถูกอีกต่างหาก
วิพากษ์วิจารณ์การรับจำนำมาพอสมควรแล้ว ถามว่า ถ้าการรับจำนำมีปัญหามากมายอย่างที่ว่า หมายความว่า การประกันรายได้นั้นจะแก้ปัญหาทั้งหมดที่พูดถึงได้ใช่หรือไม่
คำตอบคือใช่และไม่ใช่ครับ
ที่ว่าใช่คือ การประกันรายได้นั้นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำเป็นเจ้ามือหรือพ่อค้าข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อรัฐบาลไม่ได้รับซื้อหรือรับจำนำข้าวจากชาวนา จึงไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้ซื้อข้าว เมื่อไม่กู้ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เมื่อไม่ซื้อข้าวมาเก็บก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเก็บรักษา เมื่อไม่มีข้าวก็ไม่ต้องระบายข้าวออกไปขาย ไม่มีปัญหาการบริหารจัดการข้าวในสต๊อกให้ยุ่งยาก
แต่ที่ไม่ใช่คือ ไม่ว่าจะรับจำนำหรือรับประกันรายได้ รัฐก็ต้องยอมรับความเสียหายเหมือนกัน ถึงความเสียหายจะต่างรูปแบบกัน กล่าวคือความเสียหายจากการรับจำนำจะเกิดขึ้นจากการขายข้าวออกไปแล้วขาดทุน ส่วนความเสียหายจากการรับประกันรายได้จะเกิดขึ้นทันที เมื่อรัฐจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันที่ตั้งไว้ กับราคาตลาดที่ชาวนานำข้าวออกไปขายได้
วิธีไหนจะเสียหายมากน้อยกว่ากันยากที่จะเปรียบเทียบได้ เพราะรัฐไม่ได้ทำโครงการทั้งสองคู่ขนานกัน จำนวนเท่ากัน และในเวลาเดียวกัน นอกจากจะต้องรอให้เวลาผ่านไปพักหนึ่งแล้วจึงประเมินผลย้อนหลังโดยตั้งสมมติฐานในการคำนวณเหมือนกัน ซึ่งในภาคปฏิบัติต่างฝ่ายต่างก็คงไม่ยอมรับ ถ้าผลออกมาวิธีการที่ตนเองใช้เสียหายมากกว่า
นอกจากนั้น ด้านผลกระทบต่อชาวนาทั้งการประกันรายได้และการรับจำนำล้วนแล้วแต่ทำให้ชาวนาเร่งเพิ่มผลผลิต และขาดความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาคุณภาพผลผลิตเหมือนกัน เพราะผลิตอะไรออกมาถ้ารัฐบาลไม่ซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ก็สามารถไปขอเงินชดเชยจากรัฐบาลแทนได้ ข้อด้อยอีกประการหนึ่งของการประกันรายได้ คือ การที่รัฐบาลไทยจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนาเพื่อขายข้าวให้โรงสีและผู้ส่งออกนั้น จะว่าไปแล้วคือการให้เงินอุดหนุนผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้สามารถบริโภคข้าวราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็น โดยใช้เงินภาษีอากรของประชาชนคนไทยจ่ายชดเชยให้ชาวนา เพราะในระบบตลาดเสรีจริงๆ ถ้าชาวนาขายข้าวแล้วขาดทุนก็จะเลิกปลูกข้าว ลดพื้นที่การปลูก จึงมีข้าวเข้าสู่ตลาดน้อยลง ทำให้ราคาข้าวแพงขึ้น ดังนั้นการจ่ายเงินชดเชยจึงเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดในรูปแบบหนึ่ง หาใช่เป็นการส่งเสริมให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรีที่ว่ากันไม่ คำถามคือทำไมคนไทยถึงต้องจ่ายเงินภาษีอากรให้คนต่างชาติบริโภคข้าวราคาถูก ซึ่งจะเป็นคำถามตรงกันข้ามกับการรับจำนำ ที่ถูกกล่าวหาว่าทำให้ข้าวราคาแพงจนขายไม่ได้
โดยส่วนตัวผมเห็นว่าการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยช่วยชาวนาที่ขายข้าวขาดทุน ด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้ลูกเดียว เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและง่ายเกินไป และใช้เงินภาษีอากรของประชาชนไปแก้ไขปัญหา ไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถใดๆ เพื่อทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น เพื่อลดค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายให้ชาวนาก่อน
เขียนไปเขียนมาหมดโควตา ขอต่อสัปดาห์หน้าครับ







