
พลังงานทรัพยากรที่ขาดแคลนของไทย
ในปีหนึ่งๆ ประเทศไทยต้องเสียเงินในการนำเข้าพลังงานมหาศาลกว่า 1.2 ล้านล้านบาท
โดย...โชติชัย สุวรรณาภรณ์
ในปีหนึ่งๆ ประเทศไทยต้องเสียเงินในการนำเข้าพลังงานมหาศาลกว่า 1.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11 ของมูลค่าจีดีพีของประเทศ ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยเราพอมีทรัพยากรปิโตรเลียมอยู่บ้าง
แต่เราไม่ใช่เศรษฐีพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ ถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ แต่เมื่อคิดรวมกันแล้วเราผลิตได้ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานของประเทศเพียง 55% ของทั้งหมด ทำให้เรายังต้องนำเข้าพลังงานทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น น้ำมันดิบ ถ่านหิน หรือแม้กระทั่งก๊าซธรรมชาติ
นอกจากนี้ หากเรายิ่งถ้าเอาประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นเศรษฐีน้ำมันชาติอาหรับ หรือแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านเราบางประเทศจะยิ่งเห็นความแตกต่างอย่าง “เทียบไม่ติด”
ยกตัวอย่างง่ายๆ ซาอุดีอาระเบียผลิตก๊าซธรรมชาติมากกว่าเรา 7 เท่า ผลิตน้ำมันมากกว่าเรา 600 เท่า ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ผลิตก๊าซธรรมชาติมากกว่าเรา 7.5 เท่า และผลิตน้ำมันมากกว่าเราถึง 9 เท่า
สำหรับประเด็นที่ว่าประเทศกาตาร์เป็นเศรษฐีน้ำมัน แต่ผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าเรา นั้นเป็นเพราะว่าประเทศกาตาร์มีประชากรไม่ถึง 2 ล้านคน น้อยกว่าเรา 35 เท่า ดังนั้นการที่กาตาร์สามารถผลิตพลังงานได้พอๆ กับเรา ก็เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศแล้ว แถมยังมีเหลือเพื่อส่งออกเป็นรายได้ของประเทศอีกด้วย ซึ่งต่างกับไทยเพราะปริมาณการผลิตเท่ากัน แต่คนใช้มีกว่า 70 ล้านคน
นอกจากนั้น การที่จะดูว่าใครเป็นเศรษฐีพลังงาน เราคงไม่ดูแค่ว่ามีการผลิตออกมาใช้เท่าไหร่ แต่ต้องดูที่ปริมาณสำรองด้วย ซึ่งจะเห็นว่ากาตาร์มีน้ำมันดิบมากกว่าไทย 58 เท่า ก๊าซธรรมชาติมากกว่าไทย 81 เท่า
ในกรณีของน้ำมันประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้เพียง 1.4 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือ 22 ล้านลิตรต่อวัน แต่เรามีความต้องการใช้ถึง 9 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือ 143 ล้านลิตรต่อวัน นั่นแสดงว่าเรามีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 8 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือ 127 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยที่น้ำมันดิบที่ประเทศไทยนำเข้ากว่าร้อยละ 80 มาจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลก
ดังนั้น ราคาที่ใช้ในการซื้อขายเป็นราคาที่ถูกกำหนดโดยกลไกในตลาด นั่นคือ อุปสงค์และอุปทานของทั้งโลกนั่นเอง โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบมาในราคาตลาดโลก เวลาขายก็ใช้ราคาตลาดโลกเช่นกัน ไม่ใช่ราคาขายปลีกสิงคโปร์ และไม่ใช่ราคาที่รัฐบาลสิงคโปร์กำหนดอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ (ผิด) กัน แต่ที่หลายคนอาจจะงงคือ ทำไมประเทศไทยสามารถยังเป็นผู้ส่งออกน้ำมันได้อีก ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าน้ำมันแบ่งออกเป็นน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป
การส่งออกน้ำมันของไทยก็มาจาก 2 ส่วน เช่นกัน คือ (1) การส่งออกในรูปของน้ำมันดิบ โดยเฉพาะในส่วนที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะกับโรงกลั่นไทย
และ (2) การส่งออกในรูปน้ำมันสำเร็จรูป ในส่วนที่ผลิตได้เกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศ แต่เราต้องไม่ลืมว่าน้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งออกนั้น วัตถุดิบคือ น้ำมันดิบที่มาจากการนำเข้า เพราะประเทศไทยเราผลิตได้ไม่พอกับความต้องการใช้ โดยในปี 2554 เราต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 1 ล้านล้านบาท
ดังนั้น จึงมีคำถามต่อมาว่า ทำไมราคาน้ำมันของไทยถึงสูงกว่าในบางประเทศ (โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย)
ก็ต้องชี้แจงกันว่า ประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน ส่วนใหญ่มีต้นทุนเนื้อน้ำมันไม่ต่างกันมากนัก เพราะราคาที่ใช้ในการซื้อขาย อ้างอิงจากราคาตลาดโลก จะต่างกันตรงนโยบายด้านภาษีและนโยบายในการสนับสนุนราคา ของแต่ละประเทศที่จะส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันของประเทศนั้นๆ
นอกจากนี้ ในการนำเข้าน้ำมันดิบจะมีค่าใช้จ่าย (ค่าโสหุ้ย) ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างการขนส่ง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าน้ำมันดิบ มีอัตราที่กำหนดเป็นมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่รัฐบาลกำหนด ค่าใช้จ่ายในการสำรองน้ำมันตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนของโรงกลั่นแทบทั้งสิ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ราคาขายปลีกน้ำมันในบ้านเราก็ไม่ได้สูงกว่าประเทศอื่นๆ เลย ยกเว้นเพียงบางประเทศเท่านั้น เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และมาเลเซีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมัน อีกทั้งยังมีนโยบายในการสนับสนุนราคา เช่น ในปีที่ผ่านมาประเทศมาเลเซียใช้เงินในการสนับสนุนราคาสูงถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งเท่ากับงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขของไทยเลยทีเดียว







