
ศึกซักฟอก ปชป.ตั้งเป้าขึงพืด "ปู"
เปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป 1 ส.ค.นี้ นอกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ปรองดอง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป 1 ส.ค.นี้ นอกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ปรองดอง ที่วิเคราะห์ตรงกันทุกฝ่ายว่าจะเป็นชนวนร้อนฉุดให้การเมืองกลับมาดุเดือดอีกแล้ว
“อภิปรายไม่ไว้วางใจ” เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะเติมเชื้อความร้อนแรงให้การเมือง เมื่อประชาธิปัตย์ประกาศ “จองกฐิน” ลับมีดรอชำแหละรัฐบาลหลายเรื่อง
ข้อจำกัดในช่วงที่ผ่านมา การประชุมสภาเป็น “สมัยนิติบัญญัติ” ไม่เปิดช่องให้ฝ่ายค้านใช้เวทีสภาเปิดศึกซักฟอกประเด็น เงื่อนงำ ทุจริต ความล้มเหลวในการบริหารราชการของรัฐบาล จึงไม่สามารถขยายผลได้อย่างเต็มที่ตามกลไกสภา
ศึกซักฟอกเที่ยวนี้ถูกจับตาว่ากำลังจะกลายเป็น “หมัดเด็ด” สั่นคลอนรัฐบาล
แน่นอนว่าประเดิมอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบแรกครั้งนี้ คงยากที่จะหวังผลไปถึงขั้นเป็น “หมัดน็อก” คว่ำนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ “เพื่อไทย” ยังคงเป็นพรรคเสียงข้างมาก 263 เสียง จากเสียงทั้งหมด 494 ยากที่เสียงจะแตกมีแหกโผโหวต “ไม่ไว้วางใจ” นายกฯยิ่งลักษณ์
ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นที่อาจเข้าข่ายถูกยื่นพร้อมกันรอบนี้ อาจต้องรอดูแยกเป็นรายบุคคลประกอบกันทั้งพยานหลักฐานที่ฝ่ายค้านจะสามารถหามาขุดคุ้ยได้ว่ามีน้ำหนักชัดเจนแค่ไหน และคำชี้แจงของรัฐมนตรีฟังขึ้น สามารถหักล้างเหตุผลได้แค่ไหน อย่างไร
เป้าใหญ่ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จึงอยู่ที่การขึงพืด “นายกฯ ยิ่งลักษณ์” รุมถล่มการบริหารงานแบบทบต้นทบดอก ตั้งแต่เริ่มเข้าบริหารงานมาจนถึงปัจจุบัน
เพราะอย่าลืมว่าที่ผ่านมา “ยิ่งลักษณ์” พยายามเอาตัวรอด หลบเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบในสภา โดยเฉพาะกระทู้ถามสดด้วยการมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องการประชุมสมัยนิติบัญญัติที่ผ่านมาสมาชิกตั้งกระทู้ถามสด ถามนายกฯ 32 กระทู้ แต่กลับมาตอบเองเพียงแค่ 1 กระทู้
จุดอ่อนเรื่องการชี้แจงไปจนถึงปัญหาการสื่อสารที่ยังตามหลอกหลอน “ยิ่งลักษณ์” ถึงทุกวันนี้ กำลังจะกลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ต้องเผชิญท่ามกลางการจับจ้องของสังคมแบบไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้
ในแง่ช่วงเวลาการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ประชาธิปัตย์ต้องกางปฏิทินกำหนดเวลาให้ดี แม้ประกาศว่ามีหลายเรื่องที่รอคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งแต่ช่วงปิดสมัยประชุม แต่ก็ใช่ว่าจะยื่นกันตั้งแต่ 1 ส.ค. ทันทีที่เปิดสมัยประชุม
เวลานี้ทางฟากประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ตกผลึกเคาะวันนัดอภิปรายฯ แต่กำลังรอดูท่าที เหตุการณ์การเมืองประกอบกันไป ซึ่งมีอยู่หลายปัจจัย
ทั้งเรื่องร่างแก้รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ปรองดอง ที่ไม่อาจประมาทท่าทีการเคลื่อนไหวของรัฐบาล “สับขาหลอก” อยู่ตลอดเวลา ด่านนี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนลำดับต้นที่ประชาธิปัตย์ต้องเดินหน้าค้ดค้านต่อเนื่อง ไม่ให้เข้าสู่การพิจารณาของสภา
ก่อนจะมาเดินหน้าเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อภาพความล้มเหลว การบริหารจัดการ จะได้ส่งตรงไปถึงประชาชนแบบเต็มที่ ไม่ถูกกลบด้วยเรื่องกฎหมายปรองดองหรือรัฐธรรมนูญ ที่จะส่งผลให้ “หมัดเด็ด” อ่อนแรงลงกว่าที่ตั้งใจ
เงื่อนไขที่สอง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาวาระ 23 ในวันที่ 1517 ส.ค.นี้ เป็นที่แน่นอนว่าทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องการผลักดันให้แล้วเสร็จเพื่อเดินหน้าโครงการนำงบลงพื้นที่แบบต้องไม่มีปัญหาสะดุด
เงื่อนไขที่สามซึ่งถือเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญ คือ การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งฝ่ายค้านจำเป็นต้องรอดูความชัดเจนของการปรับ ครม.รอบนี้เสียก่อน เพราะมีกระแสว่าปรับ ครม.รอบนี้ หลายตำแหน่งจะปรับเพื่อหนีการอภิปรายฯ ดังนั้นจึงต้องรอดูสัญญาณความชัดเจนเสียก่อน
ดังนั้น เร็วที่สุดที่จะเห็นเค้าลางการอภิปรายฯ คือ ต้องรออย่างน้อยอีกเกินครึ่งเดือน ส่วนจะเคาะสุดท้ายวันไหน อภิปรายใคร เป็นสิ่งที่ประชาธิปัตย์ต้องคำนวณดีๆ ภายในกรอบ 4 เดือน ส.ค.พ.ย. ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเหตุปัจจัยอะไรแทรกเข้ามาหรือไม่
ในแง่ตัวบุคคลที่จะถูกอภิปรายฯ เวลานี้ยังมีสองกระแสที่ยังไม่ฟันธง!!!
ทางเลือกแรกต้องการให้พุ่งเป้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เจาะจงแค่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เป้าใหญ่ เป้าเดียว ในฐานะที่ดูแลรับผิดชอบฝ่ายบริหารทั้งหมด โดยไม่ต้องสนใจวอกแวกไปอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่นๆ เพราะในฐานะนายกฯ จะต้องเป็นคนดูแลรับผิดชอบภาพรวมทั้งหมด
แนวทางนี้จะสร้างพลังการอภิปรายฯ ถล่มความล้มเหลวการบริหารงานของรัฐบาล ที่ไล่มาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมรอบที่แล้วที่ต่อเนื่องมาจนถึงการล้มเหลวที่ไม่สามารถทำได้ตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ ทั้งค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่นำร่องไปได้แค่ไม่กี่จังหวัด หรือเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ที่ยังไปไม่ถึงไหน
ยังไม่รวมกับผลกระทบจากนโยบายที่ทำให้โรงงานต้องปิดตัวไป จำนวนกิจการครึ่งปีแรก 1,823 ราย มีการเลิกจ้างแรงงาน 46,966 ราย
ส่วนประเด็นสำคัญคือ การรับจำนำสินค้าการเกษตร เช่น ข้าว ที่ปีเดียวทำให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เสียหายไปกว่าแสนล้าน และหากเดินหน้าต่อในปีต่อไปจะยิ่งสร้างความเสียหายสะสมมากขึ้น ยังไม่รวมกับโครงการรับจำนำมันที่มีเงื่อนงำในช่วงเดือนสุดท้ายที่ขยายเวลารับจำนำ
ถัดมาที่สารพัดโครงการแก้ปัญหาของแพงที่อนุมัติก้อนโตไปจำนวนมาก แต่กลับไม่เห็นผลจับต้องได้ อย่างร้านถูกใจ ที่ฝ่ายค้านซุ่มเก็บข้อมูล
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง “เงื่อนงำ” ผลประโยชน์ในอ่าวไทย ที่ต่อจิ๊กซอว์ไปหลายเหตุการณ์ ที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ไทยเสียเปรียบในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่ยืดเยื้อยาวนาน ขณะที่เบื้องหลังกลับพบว่ามีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม อีกทางเลือกยังเห็นว่าควรจะยื่นอภิปรายฯ รัฐมนตรีบางคนที่เกี่ยวข้องไปด้วยกันทีเดียว แต่จำกัดจำนวนไม่ให้มากเกินไป เพื่อไม่ให้เป้าการอภิปรายฯ กระจายจนเกินไป อาทิ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ฯลฯ
สุดท้ายยังมี “หมัดเด็ด” ที่ฝ่ายค้านซุ่มเก็บข้อมูลเตรียมไว้พร้อม อุบไต๋รอเปิดในศึกซักฟอกรอบนี้ ส่วนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหลักฐานและการหักล้างที่ประเมินว่าน่าจะ “ดุเดือด”







