posttoday
ครม.ปูสัญจร "ซื้อใจชาวบ้าน-กระชับ ทุนท้องถิ่น"

ครม.ปูสัญจร "ซื้อใจชาวบ้าน-กระชับ ทุนท้องถิ่น"

31 กรกฎาคม 2555

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถาน‌ที่ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ครม.สัญจร ที่ ยิ่งลักษณ์ ‌ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดย...จตุพล สันตะกิจ


การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถาน‌ที่ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ครม.สัญจร ที่ ยิ่งลักษณ์ ‌ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำขบวนรัฐมนตรีลง‌สัญจรย่ำพื้นที่มาแล้ว 6 จังหวัด ล่าสุดเป็นการ‌ประชุม ครม.สัญจร จ.สุรินทร์ วันที่ 29-30 ก.ค.‌ที่ผ่านมา

แน่นอนต้องยอมรับว่าการประชุม ครม.สัญจร ‌ของ ครม.ยิ่งลักษณ์ แม้ไม่ใช่อีเวนต์ใหม่แกะกล่อง ‌แต่ถือว่าได้ผลเกินคาดทีเดียว หากเทียบกับการ‌ท่อง ครม.สัญจรทั่วประเทศของ ครม.ยุครัฐบาล‌ทักษิณ

“ดีใจที่นายกฯ ลงมาในพื้นที่ เพราะจะได้รับรู้‌ถึงปัญหาของชาวบ้าน แม้ว่าบางคนจะคิดว่าเรา‌ไม่ได้อะไร แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้บ้าง ‌ดีกว่าไม่มีใครมาเหลียวแล”‌ชายชาวนาวัย 60 ปี ‌จาก ต.ดู่ อ.ราษีไศล ‌
จ.ศรีสะเกษ ที่เข้าร่วม‌งานเปิดตัวบัตรสินเชื่อ‌เกษตรกร ที่โรงสี สกต.จ.‌ร้อยเอ็ด บอก

แม้การเกณฑ์คนร่วม‌การเปิดตัวบัตรสินเชื่อเกษตรกร ‌มีธนาคารเพื่อการเกษตรและ‌สหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหัวเรือใหญ่ มี‌การอนุมัติค่าเดินทาง 1 หมื่นบาทต่อตำบล มีเงิน‌เหลือจ่ายเป็นค่าเสียเวลาให้เกษตรกรที่เข้าร่วม‌งาน 100-200 บาทต่อคน ไม่รวมค่าอาหารและ‌ค่าเดินทางก็ตาม

ชายชาวนาอีสานวัยเกือบ 60 ปี ที่มีพื้นที่ปลูก‌ข้าวหอมมะลิ 50 ไร่ รายนี้ ยังให้ความเห็นว่า“คน‌เขาบอกคนอีสานโง่ ก็พูดไป เพราะเรารู้ว่าใครทำ‌อะไรให้เรา อย่างบ้านผม ตอนนี้ไม่มี สส.คนไหน‌ดีกว่าเขา ถ้ามีคนที่ดีกว่าเราก็เลือกคนนั้น และเรา‌ไม่ชอบคนไม่ซื่อตรง และคนที่พูดแล้วไม่ทำจริง ‌คือ พูดอย่าง แต่เวลาทำอีกอย่าง”

จึงไม่แปลกใจที่ชาวนาคนนี้จะบอกว่า

“ถ้าคนใหญ่คนโตจากบุรีรัมย์มาซื้อเสียง ถ้าให้‌หัวละ 1,500 บาท แต่อีกฝ่ายพรรคที่เขาชอบจ่าย‌น้อยกว่า เขาจะรับจากทั้งสองฝ่าย แต่เวลาเลือก ‌เขาเลือกคนที่เขาชอบ ซึ่งไม่ใช่พรรคจากบุรีรัมย์‌แน่”ชาวนารายนี้ ระบุ พร้อมเปิดเผยว่า ปีนี้ตัวเอง‌ขายข้าวหอมมะลิความชื้น 13-14% ได้เกวียนละ ‌19,200 บาท แม้ถูกหักค่าเปอร์เซ็นต์สิ่งเจอปนเกิน‌จริงไป 800 บาทก็ตาม

เรียกง่ายๆ ว่า เกณฑ์คนมากระชับพื้นที่สร้าง‌ภาพสร้างความน่านิยมครั้งนี้ ไม่ได้มาจากความ‌ฝืนใจแน่ๆ

เพราะอย่างน้อยมีชาวบ้านไม่ต่ำกว่า 1,500-‌2,000 คน ออกจากบ้านเพื่อมายืนต้อนรับนายกฯ ‌ยิ่งลักษณ์กลางแดด เพราะเขาอยากเห็นนายกฯ ‌ยิ่งลักษณ์“ตัวจริง เสียงจริง”ทั้งหย่อนบัตรลง‌คะแนนเสียงเลือกตั้งมากับมือ ส่วนเนื้อหาสาระ‌สื่อถึงชาวบ้านเป็นความสนใจในระดับรองลงมา

แม้ความ“ศรัทธา”ในผลงานของพรรคเพื่อ‌ไทย ตั้งแต่ครั้งเป็นพรรคไทยรักไทยของคนต่าง‌จังหวัด จะมีทัศนะแตกต่างจากมุมมองของ“คน‌เมือง”ที่มองรัฐบาลเพื่อไทยและนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ‌ในมุมที่ต่างไป เช่น การไม่พอใจกับบทบาท ‌“นายกฯ โคลนนิง”การจ้องจับผิดคำพูดผิดๆ ถูกๆ ‌ของนายกฯ และความกังขาในฝีมือการบริหาร‌ประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่พอใจกับนโยบาย‌ประชานิยมที่ผลาญเงินภาษีไปแล้ว 3-4 แสนล้าน‌บาท อย่างโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่น‌บาทต่อตัน

ขณะที่การใช้งบประชานิยมมีแนวโน้มพุ่งขึ้น‌ไม่หยุด

ทว่าทัวร์ ครม.สัญจร จ.สุรินทร์ เท่ากับตอกย้ำ‌ว่า ยังไม่มีพรรคอื่นๆอยู่ในใจคนอีสานมากเท่า ‌“พรรคเพื่อไทย”

ขณะที่ปรากฏการณ์ที่สะท้อนได้จากการ ครม.‌สัญจรใน 5 จังหวัดที่ผ่านมา

ไล่ตั้งแต่ ครม.สัญจรครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่ ‌เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2555 ตามมาด้วย ครม.สัญจร ‌จ.อุดรธานี ภูเก็ต กาญจนบุรี และชลบุรี ซึ่งทุก‌พื้นที่ที่นายกฯ และรัฐมนตรีลงพื้นที่ จะมีชาวบ้าน‌ออกมาต้อนรับ ส่วนจะมากหรือน้อยก็ต้องอยู่ที่ว่า‌ใครเป็นเจ้าของเก้าอี้ สส.‌ในพื้นที่นั้นๆ ทั้งเป็นดัชนีชี้‌วัดผลงานไปในตัว

ขณะที่การประชุม ครม.‌สัญจรแต่ละครั้ง จะมีทั้งความ‌เหมือนและความต่างกัน แต่มีจุด‌ประสงค์ คือ การทำให้ชาวบ้านได้เห็น‌ภาพการทุ่มเททำงานของนายกฯ และ‌รัฐบาล พร้อมๆ กับกระชับฐานเสียงของพรรค‌
ให้หนาแน่น กระทั่งพรรคคู่แข่งเจาะยางไม่ได้

ครม.ปูสัญจร "ซื้อใจชาวบ้าน-กระชับ ทุนท้องถิ่น"

โดยก่อนประชุม ครม.สัญจร นายกฯ และ‌รัฐมนตรีแบ่งสายลงพื้นที่ตรวจถนน แหล่งน้ำ ‌และพบปะชาวบ้านรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ แม้‌เหมือนจะไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะเกือบทุก‌เรื่องที่รับไว้ไม่ถึงไหน บ้างก็ถูกเก็บยัดไว้ในลิ้นชัก ‌ขณะที่นักการเมือง หรือ สส.ของพรรคก็ได้หน้า ‌เพราะเป็นหน้าม้าชงเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้าน‌ไปถึงมือรัฐมนตรี

แต่กระนั้น การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ก็ทำให้ถนน‌ที่เป็นลูกรังกลายเป็นถนนลาดยางชั่วข้ามคืน ‌แหล่งน้ำที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมถูกปรับโฉมล่วง‌หน้าก่อนรัฐมนตรีลงพื้นที่ภายใน 1 สัปดาห์ ‌เศรษฐกิจในตัวจังหวัดจะคึกคักทันตา คนมีรายได้‌ทั่วหน้าตั้งแต่ทั้งร้านอาหาร โรงแรมที่พัก ไปยัน‌คนถีบสามล้อ

“ถ้าไม่มีรัฐมนตรีหรือผู้ใหญ่ลงมา เราก็ทำงาน‌ยาก ขาดนั่น ขาดนี่ แต่ถ้ามีรัฐมนตรีลงมาจะขอ‌อะไรก็ง่ายขึ้น ยิ่งเป็นรัฐมนตรีเจ้าของพื้นที่ด้วย‌แล้ว เขารู้ว่ามีเวลาเป็นรัฐมนตรีไม่นาน เขาต้อง‌ทำทุกอย่างให้ชาวบ้าน ดึงงบลงพื้นที่ เพราะเขา‌ต้องเป็น สส.ต่อ”ข้าราชการสำนักงาน‌สาธารณสุข จ.ชัยภูมิ ระบุ

แต่การที่รัฐมนตรีลงมาบ่อย ก็ทำให้ข้าราชการ‌มีภาระเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการจัดงานต้อนรับ ซึ่ง‌หากรัฐมนตรีลงพื้นที่กันบ่อยๆ ก็ต้องเหนื่อยกัน‌มาก งานอื่นๆ ก็ต้องลดความสำคัญลงมา และยิ่ง‌เป็นการประชุม ครม.ที่นายกฯ และ ครม.ทั้งชุดลง‌พื้นที่เอง

ข้าราชการผู้ใหญ่ทุกจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง‌ต้องผละงานมาเกาะติดงาน ครม. ไม่ว่าจะต้อง‌จำเป็นหรืออาจให้รัฐมนตรีได้“เห็นหน้า”ก็ตาม

และทุกครั้งนายกฯ จะเป็น“นางเอก”โชว์‌ผลงานรัฐบาลและมีกิจกรรมเฉพาะพื้นที่ เช่น ‌ครม.สัญจร จ.เชียงใหม่ นายกฯ ไป“ดอยตุง”ไป‌ดูวิธีการปลูกป่าต้นน้ำ เพราะช่วงนั้นเป็นการ‌ประชุม ครม.สัญจรหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554

ครม.สัญจร จ.อุดรธานี กิจกรรมหลักๆ จะเน้น‌เกี่ยวกับแหล่งน้ำ เพราะพื้นที่ภาคอีสานมีปัญหา‌น้ำแล้ง แต่หากเป็นพื้นที่ภาคใต้อย่างภูเก็ต นายกฯ ‌นำกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีไปโชว์ ครม.สัญจร ‌จ.กาญจนบุรี พุ่งประเด็นไปในเรื่องนิคม‌อุตสาหกรรมและท่าเรือทวายที่มีเมืองกาญจนบุรี ‌เป็นจุดเชื่อมในฝั่งไทยกับท่าเรือพม่า

กระทั่ง ครม.สัญจร จ.ชลบุรี โปรเจกต์‌เวิร์กช็อปกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมาย‌สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 2 ล้านล้านบาท‌ในปี 2558

เหล่านี้เป็นอีเวนต์ที่ตอบสนองแต่ละพื้นที่ได้ดี

ขณะที่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐ‌และเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ.‌ภูมิภาค มีตัวแทนสมาคมธุรกิจส่วนกลาง คือ คณะ‌กรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน หรือ กกร. ‌ร่วมกับนักธุรกิจในจังหวัด ทุนจังหวัด และทุน‌ท้องถิ่นเสนอโครงการที่เอกชนต้องการให้รัฐบาล‌ผลักดัน 4 กลุ่ม คือ ขนส่งและโลจิสติกส์ การค้า ‌การท่องเที่ยว และการพัฒนาแหล่งน้ำ

เป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนได้“สะท้อน”‌ความต้องการ

แม้บางโครงการจะเป็นโครงการระยะยาว‌อย่างรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ที่ต้องใช้เวลา ‌3-5 ปี บางโครงการไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นใน 10 ปี

และโครงการที่ กรอ.อนุมัติ ไม่ได้หมายความ‌ว่ารัฐบาลจะต้องทำทุกโครงการ เพราะขั้นตอนนี้‌เป็นเพียงการอนุมัติหลักการที่หน่วยงานต้องไปทำ‌ต่อ

อย่างไรก็ตาม ในวงประชุม กรอ. ที่มีกลุ่มทุน‌จังหวัดและทุนท้องถิ่นขนาดใหญ่เข้าร่วมนั้น

ไม่ต่างกับการกระชับพื้นที่ขุมข่ายทุนท้องถิ่น ‌และเช็กฐานขุมข่ายทุนท้องถิ่นของพรรค

เพราะทุนท้องถิ่นล้วนเป็นฐานเสียง สส.หรือ‌นักการเมือง ไม่นับทุนท้องถิ่นที่ลงสนามการเมือง‌เอง

โดยเฉพาะหลังเสร็จสิ้นภารกิจนายกฯ และ ‌ครม. ไฮไลต์จะอยู่ที่การจัดงานเลี้ยงต้อนรับ ครม. ‌แน่นอนว่าคนที่“แม่งาน”คือ บุคคลสำคัญที่ทุน‌ท้องถิ่นต้อง“วิ่งเข้าหา”หากต้องมีเอี่ยวใน‌โครงการรัฐ

อีกทั้งหากสังเกตให้ดีทุนท้องถิ่นที่เข้ามาแอบ‌อิงการเมือง จะเป็นกลุ่มทุนที่ทำธุรกิจรับเหมา‌ก่อสร้าง ไปยันธุรกิจโรงสีและธุรกิจขายสินค้า‌เกษตร ซึ่งล้วนได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลทั้ง‌นั้น โดยเฉพาะกลุ่มทุนรับเหมาฯ

ดังนั้น การกระชับฐานทุนท้องถิ่นให้กลายมา‌เป็นขุมข่ายทุนการเมืองของพรรคอย่างแนบแน่น‌ถือว่าสำคัญ ไม่แพ้การหาเสียงในพื้นที่“แย่งชิง”‌ที่ต้องอาศัยนโยบายประชานิยมเข้าสู้ เช่น การใช้‌กลไกโรงสีซื้อเสียง

กระบวนการ คือ เมื่อชาวนานำข้าวเปลือกมา‌จำนำ หรือขายให้โรงสีจะได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ‌กระทั่งกลายเป็นบุญคุณต่อกัน

เมื่อมีการเลือกตั้งโรงสีสามารถจูงใจให้ชาว‌นาเลือกพรรคที่โรงสีสนับสนุนได้

ครม.สัญจร จึงเป็นกลยุทธ์ซื้อใจชาวบ้านอย่าง‌ได้ผล และกระชับพื้นที่ทุนท้องถิ่นไปในตัว

แน่นอนว่าอีเวนต์ ครม.สัญจรแบบนี้จะเกิด‌ขึ้นแทบทุกเดือน เพราะมีแต่ได้กับได้

งบที่อนุมัติให้แต่ละกลุ่มจังหวัด 6 กลุ่ม‌โครงการต่างๆ อยู่ที่ 6,000-7,000 ล้านบาท และ‌สนนราคาค่าจัด ครม.สัญจร แต่ละครั้งก็ไม่ต่ำกว่า ‌10 ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ทั้งหมดเป็นเงินภาษี‌ของเรา

ในความเป็นจริง สรรเสริญ สมะลาภา สส.‌กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ รอง‌ประธานวิปฝ่ายค้าน ซึ่งตรวจสอบการประชุม ‌ครม.สัญจร ทั้งที่ จ.เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และ‌สุรินทร์ มีการอนุมัติงบสำหรับพัฒนาพื้นที่ 6.6 ‌แสนล้านบาท

แต่จากการตรวจสอบงบที่มีการอนุมัติใน ‌ครม.สัญจรมีการจัดสรรในงบประมาณต่างๆ น้อย‌มาก จัดสรรในงบกลางปี 2555 จำนวน 2,000 ‌ล้านบาท จัดสรรในงบประมาณ ปี 2556 อีก ‌2,000 กว่าล้านบาท จัดสรรใน พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 ‌แสนล้านบาท จัดสรรในส่วนนี้ 4.7 หมื่นล้านบาท ‌รวมที่ได้จัดสรรใน 3 ส่วน รวมทั้งหมดประมาณ ‌5 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้นการอนุมัติเงินไป 6.6 แสนล้านบาท แต่จัดสรร‌เพียง 5 หมื่นกว่าล้านบาท เม็ดเงินงบประมาณอีก 6 แสนกว่าล้านบาท หายไปไหน อย่างนี้‌เรียกว่าขี้โม้

เพราะในงบกลางปี 2555 การจัดสรรไม่‌สามารถจัดสรรเพิ่มได้ เพราะว่าหมดเขตไปแล้ว

ส่วนงบประมาณในปี 2556 ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว‌อยู่ในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร‌มาก สิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้คือไป‌จัดสรรเพิ่มใน พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

ซึ่งถ้ามองโลกในแง่ดี พ.ร.ก.กู้เงินใช้เงินจน‌หมดก็ยังไม่เพียงพอกับที่อนุมัติใน ครม.ทั้งหมด

 ดังนั้น การประชุม ครม.สัญจรแล้วสร้างภาพ‌ว่าอนุมัติงบไปเท่านั้นเท่านี้ จะสวนทางกับการ‌อนุมัติตามข้อเท็จจริง

แต่ในทางการเมืองรัฐบาลได้ใจไปเต็มๆ แล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท