
ผู้เชี่ยวชาญน้ำวิพากษ์โปรเจกต์3แสนล้าน 'ไม่มีอะไรมั่นใจได้ว่าบริษัทจะก่อสร้างเสร็จ'
กลายเป็นข้อถกเถียงครั้งใหม่หลัง ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
กลายเป็นข้อถกเถียงครั้งใหม่หลัง ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ มูลค่า 3 แสนล้านบาท โดยที่ทำให้หลายฝ่ายงงๆ
โดยเฉพาะสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) กังวลว่ากรอบคิดดังกล่าวขาดข้อมูลการศึกษาความเหมาะสมขั้นพื้นฐาน และข้ามขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายประเด็น กระทั่งอาจเอื้อประโยชน์ให้บางบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่จะเข้ามาแบ่งเค้กชิ้นโตชิ้นนี้ด้วย
“โพสต์ทูเดย์” ได้เข้าสัมภาษณ์พิเศษ จอร์จ ฟาน แดร์ เมอเลน ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการจัดการน้ำ จากสถาบันซีเคไอ (Compuplan Knowledge Institute of Applied geoInformatics) ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากก่อนนี้เมอเลนเคยให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์หลังเกิดมหาอุทกภัยปี 2554 มาแล้ว
“เมอเลน” เริ่มเกริ่นว่า ตั้งแต่ได้ยินโครงการ 3 แสนล้านบาทของรัฐบาล ก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรัฐบาลไทยขยับเขยื้อนวางแผนการแก้ปัญหาระยะยาวเสียที และยิ่งดีมากขึ้นไปอีกเมื่อรัฐบาลบอกว่ามีเงินเตรียมไว้แล้ว
อีกทั้งรัฐบาลหาพันธมิตรจากต่างประเทศเข้ามาวางแผนร่วมกัน ซึ่งเมอเลนบอกว่าเงิน 3 แสนล้านบาทนั้นไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วที่สร้างความเสียหายมากกว่า 3.15 แสนล้านบาท หากได้วางแผนครั้งเดียวแก้ปัญหาระยะยาวใน 20-50 ปีข้างหน้า ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อปลอดประสพเรียกให้ทุกคนเข้าไปรับกรอบแนวคิดโครงการที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับอ้าแขนรับทุกบริษัทต่างชาติ เมอเลนกลับพบว่าเอกสารกรอบแนวคิดนั้นมีแต่ในภาษาไทย และฉบับแปลอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น โดยฉบับที่เขาได้ และบริษัทต่างชาติฉบับอื่นได้ เขียนตัวใหญ่ไว้ข้างหน้าว่า Press Only หรือสำหรับสื่อมวลชนเท่านั้น
“การทำความเข้าใจเป็นไปอย่างยากลำบาก ทำให้สถานทูต และรัฐบาลของแต่ละประเทศ ต้องติดต่อประสานงานกับรัฐบาลไทย จนได้กรอบแนวคิด และทีโออาร์ที่แปลสมบูรณ์แบบแล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งรัฐมนตรีอธิบายว่า เมื่อคุณอยู่ใต้กฎหมายไทย และทำโครงการในประเทศไทย ก็ต้องหาทางแปลกันเอาเอง ซึ่งผมคิดว่าเป็นอะไรที่งี่เง่า
จริงอยู่ที่หลายประเทศไม่แปลเป็นภาษาอังกฤษให้ แต่นั่นก็เป็นเพราะภาษาของเขามีคนพูด อ่าน เขียน มากกว่า 1 ประเทศ เช่น ภาษาฝรั่งเศส หรือภาษาละติน แต่ภาษาไทยนั้นไม่ใช่ ในเมื่อคุณบอกเองว่าอยากได้การสนับสนุนไอเดียจากทั่วโลก แต่กลับใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อเป็นคู่มือสำหรับเขียนโครงการ มันตลกเกินไป” เมอเลน ระบุ
ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการจัดการน้ำระบุอีกว่า ขั้นตอนที่เห็นว่าเริ่มมีปัญหาก็คือรัฐบาลต้องการให้กิจการค้าร่วมที่ชนะการประกวดราคาต้องเป็นทั้งผู้ออกแบบ และเป็นทั้งผู้ก่อสร้าง (ดีไซน์แอนด์บิวต์) ด้วย ซึ่งจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณภาพที่ออกแบบมานั้นเหมาะกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการ และที่สำคัญคือการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างที่จะออกมา
เขาบอกว่า ไม่มีที่ไหนในโลกที่โครงการระดับเมกะโปรเจกต์จะออกแบบ และได้รับการก่อสร้างทันที
“มันจะดีมากกว่านี้มากถ้าการดีไซน์ได้รับการถกเถียงบนโต๊ะแล้วค่อยนำไปสู่การก่อสร้าง เพราะการออกแบบต้องดูรายละเอียดผังเมือง การศึกษาสภาพแวดล้อมพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งการอพยพคน แต่การก่อสร้างเป็นเรื่องความซับซ้อนของโครงสร้างเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่มีอะไรให้ความมั่นใจได้เลยว่าบริษัทก่อสร้างจะทำทั้งหมดนี้ได้ด้วยตัวเอง” เมอเลน กล่าว
ที่สับสนมากไปขึ้นอีกก็คือ ประธาน กบอ.เสนอให้เพิ่มการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ และการสร้างแนวกั้นน้ำทะเลเข้ามา โดยไม่ได้ระบุในกรอบแนวคิดก่อนหน้านี้ อ้างว่า เนื่องจากงบประมาณไม่พอ ซึ่งแม้เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ แต่ทว่าการพูดลอยๆ โดยไม่ได้ใส่รายละเอียด หรือใส่งบประมาณ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งเคยวางแผนคิดเรื่องนี้ไว้แล้วหรือไม่
นอกจากนี้ การจัดการทรัพยากรน้ำที่รัฐบาลพูดถึง ถูกแยกออกจากเรื่องของวิถีชีวิตคน ทั้งที่ต้องมีพื้นที่หลบภัยในเมือง หรืออุตสาหกรรม หรือแผนระยะยาวของชุมชนริมน้ำ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ปัญหานี้จะสั่งการแบบบนลงล่าง เพราะทำให้คนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลายล้านคนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต
รวมถึงไม่มีกฎหมายกำหนดว่าประชาชนในพื้นที่จำเป็นต้องทำตาม ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ปัญหาตามมาไม่รู้จบ ทั้งการประท้วง การฟ้องศาลปกครอง ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้ให้ทางออกผ่านกรอบแนวคิดนี้มากพอ
ก่อนหน้านี้เมอเลนเคยทำงานวิจัยเพื่อสำรวจความพร้อมการจัดการตัวเองในกรณีเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งพบว่าแต่ละแห่งสามารถจัดทำแผนผังชุมชน การตัดสินใจอพยพ หรือการวางแผนในกรณีที่เกิดภัยพิบัติแบบฉับพลันได้ดีกว่ารัฐบาลส่วนกลาง ซึ่งปัญหานี้ก็สะท้อนมาแล้วจากการจัดการของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่สั่งการจากส่วนกลาง
นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ปลอดประสพชี้แจงกรอบแนวคิด โครงการทั้งหมดจะถูกเสนอผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เนื่องจากปลอดประสพเป็นรัฐมนตรีคุมกระทรวงนี้ ทั้งที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ไม่มีอำนาจตัดสินใจแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนการจัดการทรัพยากรน้ำ หรือการวางแผนเพื่อจัดการการใช้ที่ดินโดยตรงเลย ซึ่งเมอเลนเป็นห่วงมากว่าในระยะยาวจะมีปัญหา
“จริงอยู่ กบอ.มีอำนาจเต็มในการจัดการทรัพยากรน้ำทุกอย่าง แต่ กบอ.ก็คือหน่วยงานเฉพาะกิจหน่วยงานหนึ่งที่ยืมตัวข้าราชการมาจากแต่ละหน่วยเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ปัญหาคือ เมื่อเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีในอนาคต กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะยังได้ดูแลงบประมาณ 3 แสนล้านบาทของเมกะโปรเจกต์นี้ต่อไปหรือไม่” เมอเลนตั้งข้อสังเกต
เขาเสนอแนะว่ารัฐบาลควรต้องจัดตั้งกระทรวงน้ำและที่ดิน ตั้งขึ้นมาเพื่อสอดรับกับการดูแลเมกะโปรเจกต์นี้ด้วย โดยให้อำนาจเด็ดขาดในการวางนโยบาย ตัดสินใจในขั้นตอนดำเนินการ
รวมถึงมีเจ้าหน้าที่สำหรับติดตามแผน และกล้าจัดการกับเจ้าของที่ดินที่ขวางโครงการนี้ไว้ ที่สำคัญต้องมีการประเมินผลการทำงานอย่างต่อเนื่องด้วย
แม้โครงการนี้จะมีข้อถกเถียงในหลายส่วน แต่เมอเลนก็คิดว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางความสนใจที่ล้นหลามของบริษัทข้ามชาติ เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในโครงการมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการพยายามป้องกันประเทศจากภัยพิบัติ และความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สิ่งที่การันตีไม่ได้ก็คือ หลังจากนี้รัฐบาลจะปรับหลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพงานให้ดีขึ้นหรือไม่ หรือจะฟังเสียงทักท้วงจากหลายฝ่ายได้หรือไม่
...หากเอาหูทวนลมต่อไป โครงการป้องกันภัยพิบัติมูลค่า 3 แสนล้านบาทนี้อาจจะกลายเป็นภัยพิบัติทางเศรษฐกิจก็เป็นได้







