
ค่าเอฟทีงวดหน้าขยับ กฟผ.ลุ้นต้องอุ้มค่าไฟ
กฟผ.ชี้ค่าเอฟทีงวดหน้า (ก.ย.-ต.ค.) ปรับสูงขึ้นตามต้นทุน การผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสูง
กฟผ.ชี้ค่าเอฟทีงวดหน้า (ก.ย.-ต.ค.) ปรับสูงขึ้นตามต้นทุน การผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสูง
ส่วนงวดนี้ยังรับภาระแทนประชาชน หวั่นต้นทุนค่าไฟในอนาคตพุ่งจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้ามากถึง 70% หาทางออกใช้ถ่านหินมาทดแทนลดต้นทุน เล็งก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรงใน จ.กระบี่
นายสุเทพ ฉิมคล้าย ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในงานเสวนา “ไฟฟ้าไทยในอนาคต” ว่า ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีในงวดหน้า (ก.ย.ต.ค.) จะปรับสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่ผันแปรตามราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 6 เดือน ส่วนจะปรับขึ้นมากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
สำหรับต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีในงวดนี้ กฟผ.ต้องแบกรับภาระแทนประชาชนไปก่อนจำนวน 19สตางค์/หน่วย จากที่ต้นทุนปรับขึ้นจริง 57 สตางค์ รวมเป็นวงเงินที่รับภาระแทนประชาชน 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งคงต้องรอมติ กกพ.ให้ชัดเจนว่าจะจ่ายคืน กฟผ.อย่างไร จากที่ กกพ. เคยระบุก่อนหน้านี้จะเกลี่ยคืนเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือคิดค่าไฟฟ้าจากเอฟที งวดละประมาณ 8 สต./หน่วย ขณะที่ต้นทุนราคาน้ำมันที่ลดลงในไตรมาส 2 ปีนี้ จะไปสะท้อนในต้นทุนค่าไฟฟ้าในงวดสุดท้ายปี 2556
นอกจากนี้ ควรพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าให้น้อยลง จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ถึง 70% จึงควรจะกระจายไปยังถ่านหินสะอาด ซึ่งมีสำรองถึง 200 ปี และต้นทุนถูกกว่า สามารถจัดการปัญหามลภาวะได้ ส่วนก๊าซในอ่าวไทยจะหมดลงในกว่า 10 ปีข้างหน้า และประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี)ซึ่งจะทำให้ค่าไฟปรับตัวสูงขึ้น
ด้านแผนพัฒนาไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี กฟผ.จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง รวม 3,200 เมกะวัตต์ โดยทั้งหมดจะสร้างในพื้นที่ภาคใต้ โรงแรกจะเข้าระบบปี 2562 อยู่ในพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่ หลังจากนั้นจะทยอยเข้าระบบทุก 3 ปี ซึ่งสาเหตุที่เลือกในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 6% ต่อปี







