
1ปีปูเดอะปับเป็ต
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนต้องพบกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ทุกวัน หนึ่งก็คือ ผู้เขียนไปรับเป็น “วิจารณียากร”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนต้องพบกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ทุกวัน หนึ่งก็คือ ผู้เขียนไปรับเป็น “วิจารณียากร” หรือ Commentator (ก็ที Editor ยังแปลเป็นไทยว่า “สาราณียกร”) ให้กับโทรทัศน์ดาวเทียมช่องหนึ่ง ที่สัปดาห์นี้หัวหน้ารายการเขาขอให้จัดหนักเรื่อง 1 ปีรัฐบาล สองก็คือ เมื่อวันอังคารได้ร่วมฟังเสวนาวิพากษ์เศรษฐกิจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่จัดโดยสถาบันคึกฤทธิ์ และสามก็คือ เมื่อวานซืนโทรทัศน์อีกช่องหนึ่งมาขอให้ร่วมแจมเรื่องนี้อีกด้วย ไม่นับที่มีอีกมากมายในหน้าจอและหน้ากระดาษของสื่อนานาชนิด
กระทั่งไปเจอหน้าผู้คนที่ทำงาน หลายคนแซวว่ารวยเละไหมนั่นที่ได้ออกสื่อทุกวัน เป็นพรีเซนเตอร์ได้ค่าจ้างเท่าไหร่ บางคนบอกว่าออกสื่อมากกว่านายกรัฐมนตรีเสียอีก แต่บางคนที่เป็นห่วงก็บอกว่าระวังจะถูกกระทืบ เพราะไปวิจารณ์รัฐบาลหนักๆ เช่น ไปบอกว่าคุณยิ่งลักษณ์กำลังถูกคุณทักษิณพิจารณาปลด เพราะเป็นน้องสาวที่ประสบความล้มเหลว หรือเสนอว่าให้ย้ายคุณเฉลิมไปเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม เพราะมีฝีมือในการทำน้ำให้เป็นน้ำแข็ง ฯลฯ
แต่ที่เจ็บปวดมากคือ คำเหน็บแนมว่า “อยากดัง” เพราะไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตและพ่อแม่ก็ไม่เคยสั่งสอนไว้ เพราะความจริงก็คือ “อยากให้ดัง” คืออยากให้ความคิดของตนเองได้ยินไปถึงผู้อื่น อยากให้สิ่งที่เป็นสาระที่คนเอาไปคิดเอาไปเป็นประโยชน์บ้าง เมื่อมีโอกาสและช่องทางอย่างการออกโทรทัศน์และให้สัมภาษณ์สื่อก็เลยหยิบยืมโอกาสและช่องทางเหล่านั้นเผยแพร่ความคิดของตนเอง ที่สำคัญผู้เขียนยึดคติชีวิตจากบทกลอนของหลวงวิจิตรวาทการที่ท่องมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน”
ประเทศไทยจะเจริญกว่านี้มาก ถ้าคนส่วนใหญ่ทำความดีโดย “ทำให้ดี” ในบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน อย่างเช่นนักวิชาการแบบผู้เขียน หน้าที่ของอาจารย์ไม่ใช่สอนเพื่อรับเงินเดือน หรือวิจัยและรับจ๊อบหารายได้พิเศษ แต่ต้องให้บริการทางวิชาการแก่สังคม คือถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่ไปเบียดเบียนสังคมนั้นด้วย และยิ่งเป็นอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ รู้สึกเจ็บปวดบ้างไหมที่ถูกคนทั้งหลายกระแนะกระแหนว่าสอนคนอย่างไรการเมืองถึงได้เละเทะอยู่อย่างนี้ (ผู้เขียนจะตอบคำถามนี้ว่า สอนโว้ย แต่มันไม่จำ) เช่นเดียวกันกับนักการเมืองที่ต้องเสียสละเพื่อประชาชน แต่กลับมากอบโกยเอาประโยชน์เข้าพรรคพวกตน หรือทำงานเพื่อรับใช้ “นาย” เท่านั้น
การวิจารณ์รัฐบาลก็คือการสอนหรือให้ความรู้ เมื่อรัฐบาลไม่รับฟังหรือไม่สนใจ รัฐบาลนั้นก็เหมือนนักเรียนที่เกเร หรืออาจจะไปเชื่อครูอาจารย์ (ที่เรียกว่าที่ปรึกษาบ้าง ผู้เชี่ยวชาญบ้าง รวมทั้งผู้สนับสนุน) ซึ่งไม่ได้มีจริยธรรม ก็เหมือนกับผู้คนที่หลงใหลลัทธิเลวๆ มัวเมาในคุณไสย กลายเป็นคนบ้าไปเลย อย่างที่เราเห็นอาการของผู้มีอำนาจทางการเมืองทั้งหลาย ดังนี้จะหาว่าคำแนะนำหรือแม้กระทั่งคำติติงของครูบาอาจารย์ (ที่ดีๆ) ทั้งหลายไม่มีประโยชน์ก็ไม่ได้ ยิ่งครูบาอาจารย์เหล่านี้เขาก็เป็นคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้ด้วย เขาจะไปแนะนำให้นักการเมืองกระทำฉิบหายต่อบ้านเมืองเขาได้อย่างไร เพราะเขาก็ย่อมต้องย่อยยับไปด้วยเช่นกัน
ผู้เขียนจำได้ว่าได้เคยวิจารณ์รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์และให้ข้อเสนอแนะดีๆ ไว้มากมาย หลังจากที่คุณยิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. 2554 ก็ยังเขียนเชียร์อย่างไม่อาย (เพราะแอบชอบในความน่ารักสวยงามของคุณยิ่งลักษณ์อยู่เป็นทุนเดิม) ว่าอยากให้คุณยิ่งลักษณ์เป็นความหวังของสังคมไทย เป็นนายกฯ ที่มีบุคลิกและนิสัยสันดานตรงกันข้ามกับพี่ชาย เป็นตัวของตัวเองและใช้พลังอำนาจให้เต็มที่ ขับเคลื่อนประเทศไทย โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “ปูแดงแรงฤทธิ์”
คณะรัฐมนตรีชุดนี้เข้ารับตำแหน่งในตอนต้นเดือน ส.ค. ครั้นเห็นรายชื่อรัฐมนตรีและนโยบายต่างๆ ที่ประกาศว่าจะทำแล้วก็หมดหวังในตัวคุณยิ่งลักษณ์ในทันที โดยสังเกตได้เลยว่ารัฐบาลชุดนี้เป็น “รัฐบาลของทักษิณ โดยทักษิณ และเพื่อทักษิณ” ที่จำได้แม่นเพราะช่วงเวลาดังกล่าวผู้เขียนอยู่บนดอยตุง กำลังพานักศึกษาหลักสูตรผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 ของสถาบันพระปกเกล้าไปดูงานบนนั้น พอดีมีสื่อโทร.นัดสัมภาษณ์ ผู้เขียนเลยขอตัวไปพูดโทรศัพท์ที่มุมหนึ่งของยอดดอย ยังจำได้ว่าหันหน้ามาทางใต้ที่ถ้าเสียงนี้ข้ามภูเขาไปสัก 20 ลูก ก็คงได้ยินไปถึงกรุงเทพฯ และผู้เขียนอยากตะโกนดังๆ ให้ประโยคที่ว่านั้นดังไปถึงหูขาวๆ ของคุณยิ่งลักษณ์
แต่เธอ “ช่างร้ายเหลือ” ไม่ได้ยิน “เสียงนี้ที่ดังเรียมเอ๋ยเคยฟังจำได้หรือเปล่า” ทั้งที่ใช้โทรศัพท์ในเครือบริษัทที่เธอเคยบริหารนั้นด้วย กลับมายังได้เขียนบทความโอดครวญด้วยความน้อยอกน้อยใจ (ที่จริงผิดหวังและอกหัก) โดยใช้ชื่อบทความว่า “ปูปับเป็ต” อันมีเนื้อหากระแทกแดกดันว่าเธอไม่ใช่นายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศตัวจริง เป็นแต่เพียง “หุ่นกระบอก” หรือ Puppet ที่ถูกพี่ชายเชิดให้แสดงท่าทางต่างๆ เท่านั้น
ถึงปีนี้เธอก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่แย่ยิ่งกว่าปีกลายก็คือ เธอถูกคนอื่นมาร่วมเชิดร่วมบังคับให้แสดงท่าอื่นๆ อีกด้วย กลายเป็นว่าเธอเป็นสมบัติของทุกคนในพรรคเพื่อไทยที่ทุกคนผลัดกันมาบังคับควบคุม ซึ่งไม่ควรเกิดแก่กุลสตรีโดยทั่วไป และนี่ยิ่งเธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา แต่เป็นหญิงระดับผู้กุมชะตาประเทศ จึงไม่รู้จะเรียกว่า “สมเพช” หรือ “สังเวช” กันแน่
ครับ เธอเป็น “ปูเดอะปับเป็ต” (ปูปับเป็ตที่เคยเขียนเมื่อปีก่อนนั้นผิดไวยากรณ์) แต่ไม่ใช่เดอะปับเป็ตที่ดูแล้วมีความสุขความสบายใจ เพื่อนนักวิชาการบางคนเรียกกรณีอย่างนี้ว่า เหมือนนางเตียวเสี้ยนที่ถูกพ่อ (ในเรื่องสามก๊กบอกว่าเป็นพ่อเลี้ยงหรือพ่อบุญธรรม) คืออองอุ้นใช้เป็นเหยื่อล่อให้ลิโป้กับตั๋งโต๊ะผิดใจกัน บางคนก็พูดตรงๆ ว่าคุณทักษิณใช้น้องสาวตัวเองเข้าเสี่ยงภัย ที่เป็นภัยอันอาจถึงขั้นเสียชีวิตหรืออย่างเบาะๆ ก็เสียผู้เสียคน ขณะนี้จึงมีกระแสข่าวว่าอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเพื่อเอาคนที่แกร่งกล้ากว่าคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาแทน
แม้ว่าผู้เขียนจะหมดรักในตัวคุณยิ่งลักษณ์ไปเกือบหมดแล้ว (ที่เหลืออยู่น่าจะเป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ) แต่ก็อดที่จะให้คำแนะนำบางอย่างแก่คุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้ว่า ถ้าคุณยิ่งลักษณ์จะลองทำอะไรสัก 3-4 อย่างก่อนที่จะถูกเชิญลงจากตำแหน่งนั้น ก็คงจะทำให้หัวใจเหี่ยวๆ ของคนไทยหลายๆ คน (รวมทั้งผู้เขียนด้วยนี้) ดูกระชุ่มกระชวยกระฉึกกระฉักขึ้นมาได้บ้าง ดังที่เขียนเป็นกลอนหวานๆ ต่อไปนี้
ขอส่งสาส์น มาสมาน ไมตรีสมร
เป็นนายกฯ ใช่สวรรค์ อันสุนทร
เหมือนความร้อน ในกระทะ สระทองแดง
หนึ่ง ต้องทน คอเป็นทั่ง สันหลังเหล็ก
งานใหญ่เล็ก ต้องบากบั่น ให้ขันแข็ง
สอง สภา อย่าหลบหนี การชี้แจง
เพราะเป็นแหล่ง รวมอำนาจ ราษฎร
สาม ออกสื่อ ต้องวางมาด อย่าหวาดหวั่น
เป็นสาวมั่น สร้างศรัทธา สโมสร
สี่ ที่สุด สุดสำคัญ นิรันดร
จงตัดรอน เลิกเชื่อพี่ ที่แดนไกลฯ







