
ดึงมวลชน เข้าระบบพรรค
หลบหลังม่านคอยวางยุทธศาสตร์การเมืองให้พรรคพลังประชาชนและเพื่อไทยตลอด 5 ปีที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
หลบหลังม่านคอยวางยุทธศาสตร์การเมืองให้พรรคพลังประชาชนและเพื่อไทยตลอด 5 ปีที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
“เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย พกสถานะ “พลเมืองเต็มขั้น” กลับคืนสู่ถนนการเมืองเต็มตัวอีกครั้ง แถมยังไฟแรงเร่งวางกลยุทธ์ให้กับพรรคเพื่อไทย หลังรับนั่งเก้าอี้ “ผู้อำนวยการพรรค” ได้ไม่ถึงเดือน
“เสร็จสัมมนาพรรคที่พัทยา ผมจะเรียก สส.มาหารือถึงแนวทางการขยายฐานอาสาสมัครของพรรคเพื่อไทยทันที” เสี่ยอ้วนแจงภารกิจหลักก่อนอธิบายว่า ปรัชญาสำคัญที่พรรคยึดถือมาตลอดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย คือการ “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง”เป็นแนวคิดที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผูกพัน ที่ผ่านมาเราเคยมีสมาชิกพรรคถึง 14 ล้านคนแต่วันนี้เหลือเพียง 7 หมื่นกว่าคน เพราะหลังการปฏิวัติเราถูกยุบพรรคการเมืองต่อเนื่องถึง2 ครั้ง ทำให้สมาชิกพรรคถูกยุบไปโดยปริยาย แต่คนที่สนับสนุนพรรคการเมืองเรายังอยู่ เห็นได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นเสียงข้างมากเข้ามาบริหารประเทศ ฉะนั้นจะทำอย่างไรที่จะดึงคนเหล่านี้ซึ่งเคยเป็นฐานสำคัญของพรรคให้มาเกี่ยวข้องกับเพื่อไทยอีกครั้ง
ภูมิธรรม ขยายความว่า สมัยก่อนหากพรรคการเมืองต้องการขยายฐานมวลชนก็สามารถมอบหมายให้ สส.แต่ละจังหวัดรับสมัครสมาชิกพรรคและออกบัตรชั่วคราวได้ แต่วันนี้กระบวนการยุ่งยากขึ้น เพราะการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมีข้อจำกัดของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ผู้ที่มาสมัครต้องมีที่ทางชัดเจน ต้องทำเรื่องเสนอผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบความซ้ำซ้อนกันในแต่ละพรรคการเมือง ค่อนข้างยากลำบากมากกว่าจะขยายฐานสมาชิกได้
“อยากเป็นสมาชิกพรรคต้องรอและมีข้อจำกัดเยอะ เขาก็หงุดหงิดที่ยังไม่รู้สึกได้เป็นเจ้าของเราเสียที ผมจึงกลับมาคิดว่าแท้จริงแล้วหลักของเราไม่ได้อยู่ที่ข้อกฎหมาย แต่อยู่ที่จิตวิญญาณที่เขาต้องการมาร่วมกับเรา เป็นเจ้าของเรา มีส่วนสะท้อนปัญหาร่วมกับเรามากที่สุด ดังนั้นอาสาสมัครพรรคจึงเป็นกระบวนการขั้นต้นที่สามารถดึงคนมาร่วมได้เลย โดยที่ยังไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค และขณะนี้ได้เตรียมหน่วยงานที่จะรองรับการขยายการเติบโตของอาสาสมัครพรรคเพื่อไทยไว้แล้ว”
“ผมเรียกเขาเหล่านี้ว่า สื่อมนุษย์” เสี่ยอ้วนระบุพลางว่า อาสาสมัครพรรคจะเป็นกลไกที่มีพลังมหาศาลในการส่งทอดข้อมูลข่าวสารไปทั่วประเทศ เป็นทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสารของพรรคเพื่อไทย
“หากเข้าใจอิเล็กทรอนิกส์ เขาจะสามารถใช้เครือข่ายออนไลน์ถ่ายทอดข้อมูลไปยังสังคมได้อย่างกว้างขวางขึ้น แต่ถ้าเป็นสื่อมนุษย์ที่ยังไม่เข้าถึงอิเล็กทรอนิกส์เขาก็ใช้ธรรมชาติ คือ ปาก พูด สื่อสารบอกต่อออกไป ก็มหาศาลเช่นกัน เป็นการขยายความจริงที่เขารับรู้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องฟังจากสื่อที่เป็น Second Thought หรือ Third Thoughtยิ่งเขาไปพบมาเอง พิสูจน์มาเอง มันยิ่งมีพลัง เขาเป็นได้ทั้งเครื่องมือและเป็นผู้ใช้เครื่องมือในการกระจายข่าว”
“คุณเชื่อในพลังของมนุษย์ไหมล่ะ วันนี้มันต้องใช้พลังข้อมูลข่าวสารในการต่อสู้ เราต้องเพิ่มความรับรู้ของคน ถ้าไม่เพิ่มแล้วเราจะทำอย่างไร”
กุนซืออ้วน ยังชี้หัวใจสำคัญของ “อาสาสมัครพรรค” ว่า เขาเหล่านี้จะเป็นเสียงสะท้อนกลับมาบอกว่าพรรคเพื่อไทยเดินมาถูกทิศทางหรือกำลังเดินผิดเพี้ยนไปจากปัญหาและความต้องการของประชาชน ซึ่งจะกลายเป็นพลังตรวจสอบที่มีคุณค่ามากยิ่งกว่าฝ่ายค้านเสียอีก เพราะเป็นเสียงที่เริ่มต้นมาจากปัญหาและความต้องการของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่อคติส่วนตน!
ถามไปว่าอาสาสมัครต่างจากมวลชนเสื้อแดงตรงไหน? ภูมิธรรม เคลียร์ว่า “มวลชนเสื้อแดงไม่ใช่อาสาสมัครหรือสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่เป็นผู้รักประชาธิปไตยและมีจุดที่เหมือนกับพรรคคือ อยากเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นในประเทศและมีส่วนช่วยให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในบ้านเรา มันก็ต่างกันตรงนี้”
ซักต่อว่าต้องการสร้าง “อาสาสมัคร” เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับมวลชนเสื้อแดงของสส.แกนนำใช่หรือไม่? เจ้าตัวสวนทันควัน “เปล่า! ผมไม่ได้คิดแบบนั้น ผมคิดง่ายๆ ว่าวันนี้เราอยู่ในโลกของข้อมูลข่าวสาร ถ้าเราอยากทำในสิ่งที่เชื่อว่าต้องการให้สังคมพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ทิศทางร่วมกัน ก็ต้องให้ข้อมูลข่าวสารประชาชน ผมไม่อยากเห็นการปกครองหรือการบริหารเหมือนในอดีตที่ให้คนที่อยู่ภายใต้ปกครองไม่ต้องรับรู้อะไรมากและยอมทำตามคนที่ปกครองอยากทำ ผมต้องการให้คนในสังคมรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากที่สุดและมันจะเป็นฐานของการพัฒนาประเทศ และเมื่อมีโลกทัศน์กว้างเขาจะเลือกวิถีชีวิตที่ควรจะเป็นของเขาเอง พรรคการเมืองเป็นฝ่ายที่จะต้องปรับตัวให้เขา ผมไม่ได้คิดอยากไปแย่งมวลชนใคร ถ้าคุณดี เขาก็จะเลือกคุณเอง”
“อย่าไปมองว่าใครมีมวลชนหรือเราต้องไปทำมวลชนแย่งกัน เสื้อแดงเขาไม่ได้วางตัวเป็นพรรคการเมือง เขาเป็นองค์กรมวลชนที่ตื่นตัวประชาธิปไตย ไม่ได้ขัดอะไรกับเราไม่เห็นต้องแย่งกันเลย สังคมประชาธิปไตยต้องการสีสันที่หลากหลาย ความหลากหลายในสังคมเป็นความงดงามในระบอบประชาธิปไตย เราไม่ต้องการให้ทุกคนเห็นด้วยกับเราหมด”
ถามไปอีกว่า ตกลงทิศทางขณะนี้จะให้พรรคนำเสื้อแดงหรือเสื้อแดงนำพรรค จะจัดสมดุลอย่างไร? ภูมิธรรม แจงด้วยท่าทีหงุดหงิดเล็กๆ ว่า วิถีของคนเสื้อแดงที่อยากเห็นประชาธิปไตยไม่ได้มีผลมาผลักดันคนหรือกีดกันคนไม่ให้มาเข้าพรรคเพื่อไทย ในเมื่อเป็นพรรคการเมืองก็ต้องทำหน้าที่ต้อนรับทุกฝ่ายที่รักประชาธิปไตย ใครที่อยากเข้ามาเป็นเพื่อไทยก็สามารถเข้ามาได้ภายใต้กรอบและกติกา ดังนั้นมองว่าสิ่งที่ทุกพรรคการเมืองต้องทำคือ ดึงประชาชนเข้ามาให้มีฐานความรู้กว้างขวางขึ้น นี่คือกระบวนการที่สร้างรากฐานของประชาธิปไตยที่ดีที่สุด
“คุณจะเป็นแจกันให้ดอกไม้มาเสียบปัก แล้วจะมาบอกว่าคุณจะเลือกเอาแต่ดอกซ่อนกลิ่นหรือกุหลาบไม่ได้ ตามสภาพคุณมาอยู่ในท้องที่ที่ไม่มีดอกไม้สวยๆ งามๆ ขาย เพราะฉะนั้นดอกไม้ป่าหรือดอกหญ้ามันก็สวยงามหมด ไม่จำเป็นต้องไปกำหนดแบ่งคนชัดเจนอย่างที่ว่า
...ถ้าคุณเชื่อมั่นในมวลชน เขาก็จะเป็นผู้เริ่มต้นทำในสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์เขาจะเป็นคนคิดคนกำหนดเองว่าควรจะทำอย่างไร โดยที่พรรคไม่ต้องไปสร้างกรอบและหากเข้ามามีส่วนร่วมเยอะขึ้นก็จะพัฒนาไปยังฐานเรื่องไพรมารีโหวต เพราะเขาเป็นฐานสมาชิกพรรคที่รู้จักคนพื้นที่ดีที่สุด และจะเป็นฐานในการคิดและตัดสินใจของพรรคการเมืองอย่างดี หรืออาจจะเป็นฝ่ายตรวจสอบเราด้วยซ้ำว่านักการเมืองตรงนี้ยังไม่เข้าใจปัญหา ประชาชนจะกลายเป็นครูด้านกลับให้แก่เรา”
ภูมิธรรม บอกด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยจะกลับไปสูงถึง 14 ล้านคนเหมือนในอดีต แต่เป้าหมายในขณะนี้คือ ต้องขยายฐานอาสาสมัครให้มากที่สุด เนื่องจากยังเชื่อมั่นว่าคนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ เพราะไว้วางใจในวิธีคิดและการทำงานของพรรคที่ยึดประชาชนเป็นหลัก
“การเลือกตั้งทั้งไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย มันบ่งบอกว่าเรายังเป็นตัวเลือกที่เขาหวังพึ่ง และยอมรับเราให้เข้ามาทำงาน ไม่งั้นประชาธิปัตย์ก็ได้เป็นรัฐบาลไปนานแล้ว” คีย์แมนสำคัญของพรรคระบุ







