
ไม่ถอน'ปรองดอง'ประตูสุดท้ายของทักษิณ
ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองกลับมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เพราะใกล้จะเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค.
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองกลับมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เพราะใกล้จะเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค. ซึ่งตัวร่าง พ.ร.บ.ปรองดองได้ถูกบรรจุอยู่ในวาระการประชุมเรื่องเร่งด่วนในปลายสมัยประชุมที่แล้ว
ครั้งนี้เมื่อเปิดสภามา สส.พรรคเพื่อไทย สามารถเสนอต่อที่ประชุมสภาเวลาไหนก็ได้ ให้หยิบมาพิจารณาเป็นวาระแรก ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบรับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองก็จะติดเครื่องอยู่ในระบบของสภา โอกาสที่ผ่านเป็นกฎหมายบังคับใช้ก็ไม่ยาก
ตามขั้นตอน หากสภาผู้แทนราษฎรลงมติ “รับหลักการ” ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองสำเร็จก็ต้องคณะกรรมาธิการมาพิจารณาวาระสองและเห็นชอบในกับการแก้ไขในวาระสาม ก่อนจะส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาในลักษณะเดียวกัน คือ รับหลักการตั้งคณะกรรมาธิการและเห็นชอบ
เสียงในสภาเป็นของพรรคเพื่อไทยเบ็ดเสร็จ ดังนั้นจะเอาอย่างไรก็ได้ตลอด จะชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ถ้าสภารับหลักการกฎหมายฉบับนี้ก็เท่ากับเริ่มกระบวนการเปิดประตูให้ทักษิณกลับไทย “อย่างเท่”
ขณะที่ทักษิณล่าสุดเดินสายมารอบๆ ประเทศไทย และให้สัมภาษณ์สื่อนอก ยังคงมีความมุ่งมั่นต้องการกลับประเทศไทย โดยเฉพาะรอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองผ่านสภา
ในเวทีเสวนาหัวข้อ “สันติภาพและการปรองดองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่อินโดนีเซีย ทักษิณ ระบุว่า รอการปรองดองเกิดขึ้นในไทยมาก่อนถึงจะได้กลับบ้าน ที่ผ่านมาไปได้ทั่วโลกแล้ว ยกเว้นแผ่นดินเกิดของตัวเอง
ก่อนหน้านั้นไล่เลี่ยกัน ทักษิณ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวแชนแนล นิวส์เอเชีย ของสิงคโปร์ ว่า จะได้กลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้น และพร้อมเปิดใจคุยกับทุกฝ่าย
เมื่อ “นายใหญ่” ต้องการกลับไทยแบบล้างทุกคดีที่ติดตัวก่อน ฝ่ายเพื่อไทยจึงยังไม่ถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองออกจากสภา เพราะนี่เป็นกลไกสำคัญที่จะล้างผิดทุกคดีความหลังการรัฐประหาร สวนทางกับโพลที่คนส่วนใหญ่ อยากเห็นรัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เพื่อคลี่คลายบรรยากาศความขัดแย้งลง
การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปลดล็อกร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การเมืองยังเผชิญหน้ารุนแรงอยู่
แกนนำเพื่อไทย ยืนยันว่า จะไม่มีทางถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองออกจากวาระเด็ดขาด เพราะกว่าจะผลักดันเข้ามาจนถึงขั้นจ่ออยู่ในวาระการประชุม “เรื่องด่วน” ของสภา ก็รากเลือดและสูญเสียพลังไปพอก่อน ถ้าเอาออกก็ยากที่จะเอากลับมายัดเข้าวาระได้อีกที
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้อง “คาไว้” รอกลุ่มคัดค้านหมดแรง หรือเผลอเมื่อไร ก็เสนอปุ๊บปั๊บผ่านประธานสภา สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ให้นำมาพิจารณาในที่ประชุมได้ทันที
แต่เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าได้ ภาคเอกชน นักลงทุน ไม่ต้องมาหวาดระแวง กังวลต่อร่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่จะกลับมาจุดไฟประเทศขึ้นมา ฝ่ายเพื่อไทยจึงอธิบายว่า แม้จะยังไม่ถอนร่าง พ.ร.บ.ออกจากวาระ แต่ก็จะไม่นำมาพิจารณา
ไม่ถอน ไม่พิจารณา ก็ไม่ต่างจาก “การกั๊ก” หรือเล่นซ่อนหากับฝ่ายคัดค้าน เพราะหากม็อบพันธมิตรหลากสี เริ่มอ่อนพลัง จับหลักไม่ถูก พรรคเพื่อไทยก็ลักไก่หยิบมาพิจารณาวาระแรกและรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ปรองดองได้ทันที
ส่วนแรงต้านจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นผล เพราะเป็นเสียงข้างน้อยและที่ผ่านมาก็คัดค้านทุกรูปแบบ ทั้งลากเก้าอี้ประธานสภาด่าโจมตีก็ได้แค่นั้น สุดท้ายกลับเสียกับพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า
เกมนี้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบทุกประตู เพราะม็อบพันธมิตรที่เป็นตัวแปรสำคัญในการหยุด พ.ร.บ.ปรองดองจะไม่สามารถจับทางได้ว่า พรรคเพื่อไทยจะมาไม้ไหน
อย่าลืมว่า ครั้งที่แล้วที่ม็อบคัดค้านสำเร็จก็เพราะระดมกำลังปิดทางเข้าออกรัฐสภา เพื่อไม่ให้ สส.พรรคเพื่อไทยเข้าประชุมสภาได้ เมื่อเข้าไม่ได้ก็ไม่สามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตามที่พรรคเพื่อไทยเร่งเครื่องเสนอร่างเข้าสภาได้
แต่ครั้งนี้แตกต่างกว่า เพราะเมื่อเปิดสภามา สส.ก็เดินทางเข้าประชุมสภาได้ปกติ และสามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองได้ตามสะดวก ครั้นพันธมิตรจะไปปิดล้อมโดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน ก็ไม่มีพลังไล่ต้อนอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง หรือจับไม่ได้ไล่ไม่ทันกับเกม “ลับ-ลวง-พราง” ของพรรคเพื่อไทยที่ซุ่มซ่อนรอจังหวะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองอยู่ทุกนาที
แกนนำพันธมิตรรู้ว่า พรรคเพื่อไทยเล่นเกมที่ได้เปรียบอยู่ จึงแถลงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยประกาศถอนร่างออกจากวาระการประชุมโดยเด็ดขาดก่อนเปิดสภาฯ เป็น “เงื่อนไข” ที่กดดันใส่รัฐบาลให้สร้างความชัดเจนว่า จะเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง หรือจะกั๊กไว้ หรือจะถอนร่างให้จบๆ จะได้ไม่ต้องมาเผชิญหน้า
ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองจึงยังเป็นระเบิดเวลาแต่เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ถอนร่างง่ายๆ เพราะทักษิณยังส่งสัญญาณชัดว่า จะรอกฎหมายฉบับนี้อยู่เพื่อเป็นสะพานกลับไทย
ท้าวความสาระร่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่เสนอมา พร้อมกัน 4 ฉบับ โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำรัฐประหารที่แปรพักตร์มาอยู่กับฝ่ายศัตรูตัวเอง อีก 3 ฉบับมาจาก สส.พรรคเพื่อไทย คือ ร่างของ สส.สามารถ แก้วมีชัย ร่างของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และร่างของ สส.นิยม วรปัญญา
ทั้งหมดมีเนื้อหาตรงกันส่วนหนึ่ง คือ ยกเลิกความผิดคดีหลังการปฏิวัติ 2549 เป็นต้นมา พุ่งเป้าไปที่คดีทุจริตที่ คตส.ตรวจสอบรัฐบาลไทยรักไทย จนขึ้นโรงขึ้นศาลหลายคดีอยู่ระหว่างการไต่สวน บางคดีตัดสินไปแล้ว เช่น คดีร่ำรวยผิดปกติที่ยึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาโดยพิพากษาจำคุกทักษิณ 2 ปี ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ถ้าดูผลที่ปรากฏขณะนี้ ทักษิณ มี 2 เครื่องมือหลัก ที่จะล้างคดีได้ คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
สำหรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่พรรคเพื่อไทยตั้งรับไม่เป็นท่าหลังถูกศาลรัฐธรรมนูญสกัด และมีแนวโน้มว่าจากนี้คงแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ง่ายแล้ว จึงเหลือร่าง พ.ร.บ.ปรองดองตัวเดียวที่เป็นความหวังสุดท้ายใช้เป็นทางลัดกลับไทย ดังนั้นไม่มีทางที่ทักษิณจะถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองง่ายๆ เพราะถ้าหมดเครื่องมือนี้ทักษิณก็ยิ่งไม่มีช่องทางกลับไทย โดยไม่ต้องมารับผิด







