posttoday
'เมาหมัด'แผนน้ำ ระวังเสียค่าโง่6พันล้าน

'เมาหมัด'แผนน้ำ ระวังเสียค่าโง่6พันล้าน

27 กรกฎาคม 2555

หากติดตามโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ

โดย...จตุพล สันตะกิจ

หากติดตามโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 มาตั้งแต่ต้น คงอยู่ในอาการ “งงงวย” ว่าโครงการลงทุนระบบน้ำที่รัฐบาลบอกว่าเป็นการลงทุนที่จำเป็นเร่งด่วน จะเดินหน้าไปทางไหนและอย่างไรกันแน่

ในขณะที่แผนลงทุนน้ำเปลี่ยนไปเปลี่ยนมารายวัน แล้วแต่ว่าวันนั้น ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จะคิดมุขใหม่ๆ อะไรได้ แต่นั่นคือสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องจำต้องคล้อยตาม แม้ว่าจะอึดอัดใจอยู่บ้าง

นั่นอย่าลืมว่าวันนี้อำนาจการจัดการน้ำและการอนุมัติเงิน 3 แสนล้านบาท อยู่ในมือ “ดร.ปลอดประสพ” คนนี้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ส่วนคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ทำได้แค่เป็น “ตรายาง” เท่านั้น

เริ่มต้นเดิมที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เชิญเหล่า “กูรูน้ำ” มาร่วมวงแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ยกร่างแผนแม่บทจัดการน้ำระยะยาว 8 แผน ทั้งยิ่งลักษณ์ออกมาร่ายแผนชี้แจงประชาชนผ่านจอทีวีกันครึกโครมสร้างความมั่นใจให้ “คนบ้านจมน้ำ” หายตระหนก

แต่ไปๆ มาๆ แผนแม่บทจัดการน้ำระยะยาวของ กยน.ถูกลดชั้นลงมา “แผนสำรอง”

'เมาหมัด'แผนน้ำ ระวังเสียค่าโง่6พันล้าน

เมื่อปลอดประสพเสนอไอเดียใหม่ให้บริษัทก่อสร้าง บริษัทที่ปรึกษาทั้งไทยและต่างชาติ มาร่วมเสนอแนวคิดการลงทุนโครงการน้ำ โดยวันนั้นอยู่ภายใต้คำจำกัดความว่า Conceptual Design ในความหมายที่ว่า “เป็นการเสนอโครงการลงทุนระบบน้ำเบื้องต้น ที่ต้องแสดงราคาค่าก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้าง วิธีคิด วิธีทำ และกรอบเวลาดำเนินการ”

ส่วนกรรมการ กยน.คนอื่นแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะวันนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อยากยุ่ง ให้คุณปลอดประสพเขาทำไปเถอะ”

และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการเรียกประชุม กยน. มาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน กระทั่งกรรมการบางคนตั้งใจยื่นหนังสือ “ลาออก” เพราะไม่อยากรู้อยากเห็น หรือไม่ก็กลัวติดร่างแห “ติดคุก” ไปกับเขาด้วย

แต่ทว่าคล้อยหลังไม่กี่สัปดาห์ คือช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ออกมาระบุว่า การลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท โดยเฉพาะการลงทุนสร้างทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ จะใช้รูปแบบการลงทุนแบบเทิร์นคีย์ (Turnkey)

โดยให้เอกชนที่ชนะการประมูลการออกแบบ Conceptual Design ได้งานก่อสร้างโครงการลงทุนระบบน้ำ โดยดำเนินการในลักษณะออกแบบไปสร้างไป หรือ Designbuild โดยกำหนดสเปกต่างๆ ต้องเป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการ

แต่ไม่ทันไรการประชุม กนอช. วันที่ 11 มิ.ย. 2555 ปลอดประสพ ในฐานะประธาน กบอ. ได้เสนอร่างทีโออาร์เชิญชวนที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญจัดการน้ำทั้งในและต่างประเทศมารับจ้างทำโครงการระบบน้ำในไทย และ กนอช.ให้ความเห็นชอบทีโออาร์ดังกล่าว แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

คือ เปลี่ยนจากคำว่า “Conceptual Design” เป็น “Conceptual Plan” ซึ่งปลอดประสพให้นิยามว่า แตกต่างจาก “Conceptual Design” ตรงที่ยังไม่มีการคำนวณราคาค่าก่อสร้าง

ขณะที่ร่างทีโออาร์คัดเลือกเอกชนที่จะเสนอกรอบแนวคิดโครงการลงทุนน้ำ (Conceptual Plan) จะเชิญชวนบริษัท กลุ่มบริษัท หรือบริษัทในนามรัฐบาลต่างๆ เสนอแผนแนวคิดการลงทุนระบบน้ำ โดยรัฐบาลจะคัดเลือกบริษัทหรือกลุ่มบริษัทที่เสนอ Conceptual Plan ที่ดีที่สุดสำหรับไทย 3 บริษัท และเลือกให้เหลือ 1 บริษัท

บริษัทที่ได้รับชนะในขั้นตอนการประกวดกรอบแนวคิดโครงการ หรือ Conceptual Plan จำนวน 1 บริษัท หรือหลายบริษัทก็ได้ จะได้รับสิทธิในการออกแบบรายละเอียดโครงการ หรือที่เรียกว่า Detail Design ซึ่งจะได้ค่าจ้างออกแบบ 2% ของวงเงินก่อสร้าง หรือคิดเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราปกติของค่าออกแบบทั่วไป

เมื่อไล่เรียงกระบวนการทำงานของปลอดประสพตั้งแต่ต้นจนถึงครึ่งทาง ก็พบว่าเป็นครึ่งทางที่เดินมาอย่างสับสนและไม่ชัดเจน ซ้ำทำให้รัฐบาลต้องเสียค่าออกแบบรายละเอียดโครงการให้บริษัทเอกชนถึง 6,000 ล้านบาท

ทั้งๆ ที่รัฐบาลและปลอดประสพสามารถนำแผนลงทุนระบบน้ำของ กยน.มาดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว หากไม่นับเบี้ยประชุม กยน.ที่ประชุมกันหลายสิบครั้ง

นอกจากนี้ กรอบลงทุนน้ำที่บริษัทเอกชนจะเสนอต่อให้ กบอ.พิจารณา ไม่ปรากฏว่าต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านสุขภาพ ผลกระทบต่อชุมชน และการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ทั้งต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง และมาตรา 57 ว่าด้วยสิทธิการได้ข้อมูลคำชี้แจงและเหตุผลการดำเนินโครงการ

ไม่มีใครการันตีว่าโครงการที่บริษัทเอกชนคิดไว้หรือเสนอกรอบแนวคิดลงทุนน้ำและออกแบบรายละเอียดโครงการไว้จะได้ดำเนินการหรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลต้องจ่ายค่าออกแบบแล้ว

จึงเรียกได้ว่า ครึ่งทางแรกของการเดินหน้าลงทุนระบบน้ำ คนไทยต้องจ่าย “ค่าโง่” สูงถึง 6,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้บริษัทเอกชนทั้งไทยและเทศมารับเอกสารรายละเอียดในการเสนอกรอบแนวคิด (Conceptual Plan) เพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ยังดำเนินต่อไป โดยเริ่มเปิดให้เอกชนมายื่นขอเอกสารตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. และปิดรับเอกสารวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา

แต่ปรากฏว่าการชี้แจงทีโออาร์กรอบแนวคิดลงทุนระบบน้ำวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ปลอดประสพปิ้งไอเดียการคัดเลือกบริษัทที่จะมาออกแบบกรอบแนวคิดลงทุนน้ำใหม่อีกแล้ว

โดยปลอดประสพเริ่มแจงรายละเอียดทีโออาร์ว่าการลงทุนระบบน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แบ่งเป็น 8 เรื่อง เช่น พื้นที่แก้มลิง การสร้างฟลัดเวย์ และการสร้างพื้นที่ปิดล้อม เป็นต้น ซึ่งแผนตรงนี้คิดเป็นเงินลงทุนกว่า 2.3 แสนล้านบาท ส่วนเรื่องปลูกป่า และการจัดองค์การจัดการน้ำหรือกระทรวงน้ำ รัฐบาลจะดำเนินการเอง

แต่กระนั้นกรอบแนวคิดการลงทุนน้ำที่เปิดให้เอกชนเสนอแนวคิดยังอยู่ที่ 8 เรื่องเช่นเดิม เพราะเรื่องที่ถูกตัดไปนั้นถูกแทนที่ด้วยข้อเสนอแนวคิดการลงทุนเรื่องการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ และการสร้างแนวกั้นน้ำทะเล

ขณะที่การชี้แจงรอบนี้กลับมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการคัดเลือกผู้ออกแบบ Conceptual Plan อีกเช่นเดิม

“ในแต่ละ Shot List เบื้องต้นจะคัดเลือกเหลือบริษัทที่เสนอกรอบแนวคิดที่ดีที่สุดกลุ่มละ 3 บริษัท และจะคัดเลือกบริษัทเดียวเพื่อทำสัญญาในอนาคต โดยเรื่องเจรจากับบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่ม Shot List ทั้ง 8 เรื่อง ดังนั้น ผู้ที่อาจจะได้สัญญาก่อสร้างอาจมี 8 บริษัทที่ทำ 8 เรื่อง หรือบางบริษัทอาจได้ทำมากกว่า 1 เรื่องก็ได้”

และไม่ต้องห่วงว่าปลอดประสพจะไม่มีอำนาจตัดสินใจ เพราะได้รับการแต่งตั้งจาก ครม.ในวันเดียวกันให้เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย

หากเรียกตามภาษาชาวบ้านก็พบว่า การคัดเลือกบริษัทเสนอแนวคิดน้ำ ปลอดประสพ “ชงเอง-กินเอง”

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีในวงการผู้รับเหมาว่า การดำเนินการก่อสร้างแบบ Design-build มีจุดอ่อนตรงที่ เงินค่าก่อสร้าง “บานปลาย” เงินลงทุนน้ำที่เตรียมเงินไว้ 3 แสนล้านบาท อาจไม่พอ และรัฐบาลควักกระเป๋าจ่ายเพิ่ม ตัวอย่างก็มีให้เห็น เช่น บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เดิมตั้งงบไว้ 2,000 ล้านบาท แต่ทำไปทำมางบงอกเป็น 2 หมื่นล้านบาท

หรือกรณีการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 1 ที่ใช้วิธีการ Designbuild งบการก่อสร้างงอกจาก 2 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางข้อครหาว่ามีการทุจริตมโหฬาร

ไม่เพียงเท่านั้น มีคำถามตามมาว่า ผู้ที่ชนะการเสนอกรอบแนวคิดการลงทุน จะเสนอตัวมาร่วมประมูลโครงการในขั้นตอนก่อสร้างได้หรือไม่ และประมูลในนามบริษัทหรือกลุ่มบริษัท มีการซอยโครงการเป็นสัญญาย่อยๆ หรือไม่อย่างไร

นี่คือประเด็นแห่งความสับสนซ่อนเงื่อนที่ต้องติดตาม

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท