
'เมาหมัด'แผนน้ำ ระวังเสียค่าโง่6พันล้าน
หากติดตามโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ
โดย...จตุพล สันตะกิจ
หากติดตามโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 มาตั้งแต่ต้น คงอยู่ในอาการ “งงงวย” ว่าโครงการลงทุนระบบน้ำที่รัฐบาลบอกว่าเป็นการลงทุนที่จำเป็นเร่งด่วน จะเดินหน้าไปทางไหนและอย่างไรกันแน่
ในขณะที่แผนลงทุนน้ำเปลี่ยนไปเปลี่ยนมารายวัน แล้วแต่ว่าวันนั้น ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จะคิดมุขใหม่ๆ อะไรได้ แต่นั่นคือสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องจำต้องคล้อยตาม แม้ว่าจะอึดอัดใจอยู่บ้าง
นั่นอย่าลืมว่าวันนี้อำนาจการจัดการน้ำและการอนุมัติเงิน 3 แสนล้านบาท อยู่ในมือ “ดร.ปลอดประสพ” คนนี้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ส่วนคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ทำได้แค่เป็น “ตรายาง” เท่านั้น
เริ่มต้นเดิมที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เชิญเหล่า “กูรูน้ำ” มาร่วมวงแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ยกร่างแผนแม่บทจัดการน้ำระยะยาว 8 แผน ทั้งยิ่งลักษณ์ออกมาร่ายแผนชี้แจงประชาชนผ่านจอทีวีกันครึกโครมสร้างความมั่นใจให้ “คนบ้านจมน้ำ” หายตระหนก
แต่ไปๆ มาๆ แผนแม่บทจัดการน้ำระยะยาวของ กยน.ถูกลดชั้นลงมา “แผนสำรอง”
เมื่อปลอดประสพเสนอไอเดียใหม่ให้บริษัทก่อสร้าง บริษัทที่ปรึกษาทั้งไทยและต่างชาติ มาร่วมเสนอแนวคิดการลงทุนโครงการน้ำ โดยวันนั้นอยู่ภายใต้คำจำกัดความว่า Conceptual Design ในความหมายที่ว่า “เป็นการเสนอโครงการลงทุนระบบน้ำเบื้องต้น ที่ต้องแสดงราคาค่าก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้าง วิธีคิด วิธีทำ และกรอบเวลาดำเนินการ”
ส่วนกรรมการ กยน.คนอื่นแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะวันนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อยากยุ่ง ให้คุณปลอดประสพเขาทำไปเถอะ”
และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการเรียกประชุม กยน. มาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน กระทั่งกรรมการบางคนตั้งใจยื่นหนังสือ “ลาออก” เพราะไม่อยากรู้อยากเห็น หรือไม่ก็กลัวติดร่างแห “ติดคุก” ไปกับเขาด้วย
แต่ทว่าคล้อยหลังไม่กี่สัปดาห์ คือช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ออกมาระบุว่า การลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท โดยเฉพาะการลงทุนสร้างทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ จะใช้รูปแบบการลงทุนแบบเทิร์นคีย์ (Turnkey)
โดยให้เอกชนที่ชนะการประมูลการออกแบบ Conceptual Design ได้งานก่อสร้างโครงการลงทุนระบบน้ำ โดยดำเนินการในลักษณะออกแบบไปสร้างไป หรือ Designbuild โดยกำหนดสเปกต่างๆ ต้องเป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการ
แต่ไม่ทันไรการประชุม กนอช. วันที่ 11 มิ.ย. 2555 ปลอดประสพ ในฐานะประธาน กบอ. ได้เสนอร่างทีโออาร์เชิญชวนที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญจัดการน้ำทั้งในและต่างประเทศมารับจ้างทำโครงการระบบน้ำในไทย และ กนอช.ให้ความเห็นชอบทีโออาร์ดังกล่าว แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
คือ เปลี่ยนจากคำว่า “Conceptual Design” เป็น “Conceptual Plan” ซึ่งปลอดประสพให้นิยามว่า แตกต่างจาก “Conceptual Design” ตรงที่ยังไม่มีการคำนวณราคาค่าก่อสร้าง
ขณะที่ร่างทีโออาร์คัดเลือกเอกชนที่จะเสนอกรอบแนวคิดโครงการลงทุนน้ำ (Conceptual Plan) จะเชิญชวนบริษัท กลุ่มบริษัท หรือบริษัทในนามรัฐบาลต่างๆ เสนอแผนแนวคิดการลงทุนระบบน้ำ โดยรัฐบาลจะคัดเลือกบริษัทหรือกลุ่มบริษัทที่เสนอ Conceptual Plan ที่ดีที่สุดสำหรับไทย 3 บริษัท และเลือกให้เหลือ 1 บริษัท
บริษัทที่ได้รับชนะในขั้นตอนการประกวดกรอบแนวคิดโครงการ หรือ Conceptual Plan จำนวน 1 บริษัท หรือหลายบริษัทก็ได้ จะได้รับสิทธิในการออกแบบรายละเอียดโครงการ หรือที่เรียกว่า Detail Design ซึ่งจะได้ค่าจ้างออกแบบ 2% ของวงเงินก่อสร้าง หรือคิดเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราปกติของค่าออกแบบทั่วไป
เมื่อไล่เรียงกระบวนการทำงานของปลอดประสพตั้งแต่ต้นจนถึงครึ่งทาง ก็พบว่าเป็นครึ่งทางที่เดินมาอย่างสับสนและไม่ชัดเจน ซ้ำทำให้รัฐบาลต้องเสียค่าออกแบบรายละเอียดโครงการให้บริษัทเอกชนถึง 6,000 ล้านบาท
ทั้งๆ ที่รัฐบาลและปลอดประสพสามารถนำแผนลงทุนระบบน้ำของ กยน.มาดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว หากไม่นับเบี้ยประชุม กยน.ที่ประชุมกันหลายสิบครั้ง
นอกจากนี้ กรอบลงทุนน้ำที่บริษัทเอกชนจะเสนอต่อให้ กบอ.พิจารณา ไม่ปรากฏว่าต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านสุขภาพ ผลกระทบต่อชุมชน และการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ทั้งต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง และมาตรา 57 ว่าด้วยสิทธิการได้ข้อมูลคำชี้แจงและเหตุผลการดำเนินโครงการ
ไม่มีใครการันตีว่าโครงการที่บริษัทเอกชนคิดไว้หรือเสนอกรอบแนวคิดลงทุนน้ำและออกแบบรายละเอียดโครงการไว้จะได้ดำเนินการหรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลต้องจ่ายค่าออกแบบแล้ว
จึงเรียกได้ว่า ครึ่งทางแรกของการเดินหน้าลงทุนระบบน้ำ คนไทยต้องจ่าย “ค่าโง่” สูงถึง 6,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเปิดให้บริษัทเอกชนทั้งไทยและเทศมารับเอกสารรายละเอียดในการเสนอกรอบแนวคิด (Conceptual Plan) เพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ยังดำเนินต่อไป โดยเริ่มเปิดให้เอกชนมายื่นขอเอกสารตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. และปิดรับเอกสารวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา
แต่ปรากฏว่าการชี้แจงทีโออาร์กรอบแนวคิดลงทุนระบบน้ำวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ปลอดประสพปิ้งไอเดียการคัดเลือกบริษัทที่จะมาออกแบบกรอบแนวคิดลงทุนน้ำใหม่อีกแล้ว
โดยปลอดประสพเริ่มแจงรายละเอียดทีโออาร์ว่าการลงทุนระบบน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แบ่งเป็น 8 เรื่อง เช่น พื้นที่แก้มลิง การสร้างฟลัดเวย์ และการสร้างพื้นที่ปิดล้อม เป็นต้น ซึ่งแผนตรงนี้คิดเป็นเงินลงทุนกว่า 2.3 แสนล้านบาท ส่วนเรื่องปลูกป่า และการจัดองค์การจัดการน้ำหรือกระทรวงน้ำ รัฐบาลจะดำเนินการเอง
แต่กระนั้นกรอบแนวคิดการลงทุนน้ำที่เปิดให้เอกชนเสนอแนวคิดยังอยู่ที่ 8 เรื่องเช่นเดิม เพราะเรื่องที่ถูกตัดไปนั้นถูกแทนที่ด้วยข้อเสนอแนวคิดการลงทุนเรื่องการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ และการสร้างแนวกั้นน้ำทะเล
ขณะที่การชี้แจงรอบนี้กลับมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการคัดเลือกผู้ออกแบบ Conceptual Plan อีกเช่นเดิม
“ในแต่ละ Shot List เบื้องต้นจะคัดเลือกเหลือบริษัทที่เสนอกรอบแนวคิดที่ดีที่สุดกลุ่มละ 3 บริษัท และจะคัดเลือกบริษัทเดียวเพื่อทำสัญญาในอนาคต โดยเรื่องเจรจากับบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่ม Shot List ทั้ง 8 เรื่อง ดังนั้น ผู้ที่อาจจะได้สัญญาก่อสร้างอาจมี 8 บริษัทที่ทำ 8 เรื่อง หรือบางบริษัทอาจได้ทำมากกว่า 1 เรื่องก็ได้”
และไม่ต้องห่วงว่าปลอดประสพจะไม่มีอำนาจตัดสินใจ เพราะได้รับการแต่งตั้งจาก ครม.ในวันเดียวกันให้เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย
หากเรียกตามภาษาชาวบ้านก็พบว่า การคัดเลือกบริษัทเสนอแนวคิดน้ำ ปลอดประสพ “ชงเอง-กินเอง”
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีในวงการผู้รับเหมาว่า การดำเนินการก่อสร้างแบบ Design-build มีจุดอ่อนตรงที่ เงินค่าก่อสร้าง “บานปลาย” เงินลงทุนน้ำที่เตรียมเงินไว้ 3 แสนล้านบาท อาจไม่พอ และรัฐบาลควักกระเป๋าจ่ายเพิ่ม ตัวอย่างก็มีให้เห็น เช่น บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เดิมตั้งงบไว้ 2,000 ล้านบาท แต่ทำไปทำมางบงอกเป็น 2 หมื่นล้านบาท
หรือกรณีการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 1 ที่ใช้วิธีการ Designbuild งบการก่อสร้างงอกจาก 2 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางข้อครหาว่ามีการทุจริตมโหฬาร
ไม่เพียงเท่านั้น มีคำถามตามมาว่า ผู้ที่ชนะการเสนอกรอบแนวคิดการลงทุน จะเสนอตัวมาร่วมประมูลโครงการในขั้นตอนก่อสร้างได้หรือไม่ และประมูลในนามบริษัทหรือกลุ่มบริษัท มีการซอยโครงการเป็นสัญญาย่อยๆ หรือไม่อย่างไร
นี่คือประเด็นแห่งความสับสนซ่อนเงื่อนที่ต้องติดตาม







