
พท.ชงสภาแก้ม.68ตัดอำนาจศาลรธน.
ชูศักดิ์แนะชงคำวินิจฉัยกลางเข้าสภา เสนอแก้ ม.68 ตัดอำนาจศาล จี้ตั้งคกก.ชี้คำวินิจฉัยศาลไม่มีผลผูกพันทุกองค์กร
ชูศักดิ์แนะชงคำวินิจฉัยกลางเข้าสภา เสนอแก้ ม.68 ตัดอำนาจศาล จี้ตั้งคกก.ชี้คำวินิจฉัยศาลไม่มีผลผูกพันทุกองค์กร
นายชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างเป็นทางการเข้าใจว่านายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา น่านำเรื่องเข้าสู่วาระการประชุมเพื่อแจ้งให้สมาชิกรัฐสภาทราบและนำไปสู่การอภิปรายเพื่อให้เกิดความชัดเจนร่วมกันในคำวินิจฉัย แต่ไม่ต้องมีการลงมติเพราะเป็นเพียงวาระแจ้งเพื่อทราบเท่านั้น
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้แนวทางของพรรคยังต้องการให้มีการแก้ไขทั้งฉบับ เพราะเป็นนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภา แต่ประเมินแล้วว่าการลงมติในวาระ 3 ขณะนี้ยังมีความล่อแหลมและอาจดำเนินการลำบาก เพราะขนาดยังไม่มีการลงมติศาลยังเปิดช่องออกคำสั่งให้มีการชะลอการลงมติได้ และเชื่อว่าหากลงมติจริงเสียงของ สส.และสว.จะเกิดความไม่มั่นใจว่าหากลงมติแล้วจะแก้รัฐธรรมนูญได้สำเร็จหรือไม่ ดังนั้นเห็นว่าไม่สามารถลงมติวาระ 3 ได้ทันที แต่ระหว่างนี้รัฐบาลควรเร่งรณรงค์ทำความเข้าใจให้ประชาชนเห็นว่าเหตุใดจึงควรแก้รัฐธรรมนูญปี 50 ทั้งฉบับ
นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนวทางที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสามารถทำได้ แต่ต้องมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางประเด็นที่เป็นอุปสรรคก่อน เช่น มาตรา 68 โดยระบุให้ชัดเจนว่ากำหนดเวลาให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยกี่วันก่อนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ห้ามผู้ทราบการกระทำยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าการวินิจฉัยที่ผ่านมาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้นำคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุดที่ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองมาประกอบการตัดสินด้วย เห็นได้ชัดว่าศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด ต่อไปหากคณะรัฐมนตรี หรือ สส.เสนอกฎหมายก็เข้าข่ายผิดตามมาตรา 68 หมด ดังนั้นขณะนี้ต้องตั้งคำถามว่าคำวินิจฉัยที่อยู่นอกเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีผลผูกพันต่อทุกองค์กรหรือไม่
“ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลเดียว ไม่มีชั้นอุทธรณ์และฎีกา คำวินิจฉัยของศาลจึงเป็นที่สิ้นสุดโดยไม่มีการตรวจสอบ ดังนั้นขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาเขตอำนาจของศาลที่ประกอบด้วยประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลฎีกา เเละประธานรัฐสภา เป็นต้น ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าไม่ก็ไม่ต้องมีผลผูกพันทุกองค์กร”นายชูศักดิ์กล่าว
นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ไขรายมาตรานั้นกระบวนการต้องใช้ระยะเวลานานมาก ดูได้จากการแก้ไขเพียงมาตราเดียวที่ผ่านมามีผู้แปรญัตติกว่าร้อยคน ประกอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละมาตรานั้นมีความเกี่ยวโยงกับมาตราอื่นในรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้นควรแก้เป็นพลวัตคือแก้ทั้งฉบับจะดำเนินการง่ายกว่าและเป็นไปตามนโยบายที่พรรคเคยแถลงไว้ด้วย







