
อนาคตไทย...เราเลือกได้
ในปี (ค.ศ.) 1946 มีหนังเก่าเรื่องหนึ่งชื่อ“It’s a Wonderful Life” ที่สหรัฐนิยมนำมาฉายทางทีวีในช่วงคริสต์มาส
โดย...เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
ในปี (ค.ศ.) 1946 มีหนังเก่าเรื่องหนึ่งชื่อ“It’s a Wonderful Life” ที่สหรัฐนิยมนำมาฉายทางทีวีในช่วงคริสต์มาส โดยมี Jimmy Stewart แสดงเป็นนายแบงก์ในเมืองเล็กๆ ที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย เพราะเขาคิดว่าแบงก์เล็กๆ ของเขากำลังจะล้มละลายเพราะถูกคนโกง และชีวิตเขาคงไม่มีค่า ไม่มีความหวัง แต่แล้วก็มีเทวดามาช่วยเขาไว้โดยการฉายภาพให้เขาเห็นว่าถ้าไม่มีเขาสักคน คนในเมืองนั้นก็จะไม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างที่เป็นอยู่ เพื่อนบ้านเขาจะตกงาน ไม่มีบ้านอยู่อาศัย ทรัพย์สินถูกยึด ฯลฯ
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงการพัฒนาของเศรษฐกิจไทย เพราะที่เรามีดีอยู่จนทุกวันนี้ มันมาจากการตัดสินใจที่ดีและถูกต้องที่เราทำในอดีตอย่างน้อย 3 เรื่องด้วยกัน เช่น การส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI การลงทุนสร้างอีสเทิร์นซีบอร์ด และการสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยการเปลี่ยนภูเก็ตจากแหล่งเหมืองแร่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น
ลองนึกดูว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ได้ตัดสินใจถูกในอดีต? ถ้าเราไม่ได้สนับสนุน FDI การส่งออกของเราทุกวันนี้อาจหายไปถึง 25% หลังสัญญา Plaza Accord ในปี 1985 แม้เงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นที่มาลงทุนในเอเชียเพิ่มสูงขึ้นมากจากการแข็งค่าของเงินเยน แต่ถ้าเราไม่ได้ส่งเสริมและดึงดูดเงินลงทุนโดยตรง FDI ที่มาไทยคงไม่เพิ่มมากถึง 60 เท่าระหว่างปี 1985 ถึง 2011 เทียบกับเพียง 12 เท่าสำหรับฟิลิปปินส์ในช่วงเวลาเดียวกัน FDI ทำให้เราสามารถสร้าง Cluster ที่สำคัญๆ อย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทั้งสองภาคอุตสาหกรรมนี้เป็นพระเอกส่งออกของเรา มีสัดส่วนในการส่งออกสูงถึง 25% ถ้าเราไม่ได้สนับสนุน FDI วันนั้น วันนี้เราคงไม่ได้เป็นผู้ส่งออก Hard Disk Drive และรถกระบะขนาดหนึ่งตันเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่างทุกวันนี้
เช่นเดียวกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ถ้าไม่มีการสร้างอีสเทิร์นซีบอร์ดในวันนั้น ในวันนี้เราจะไม่มีสารพัดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่นๆ ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพราะกว่า 89% และ 94% ของศักยภาพการกลั่นน้ำมัน และการแยกก๊าซของประเทศอยู่ที่นั่น มาบตาพุดเองเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก หากไม่มีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด การส่งออกของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งรวมแล้วกว่า 10% ของการส่งออกทั้งหมด ก็คงจะไม่มี
ถ้าเราไม่ได้ส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยววันนั้น นักท่องเที่ยววันนี้อาจมีเพียง 10 ล้านคน หรืออาจหายไปเกือบ 40% การท่องเที่ยวมีอิทธิพลต่อรายได้ของคนไทยมาก เพราะภาคบริการที่เกี่ยวข้อง (โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีกค้าส่ง) มีสัดส่วนของการจ้างงานในภาคเอกชนที่สูงถึง 27% ท่านลองนึกภาพดูว่าถ้าโรงแรมหายไปเกือบ 40% เที่ยวบินหายไป 40% การจ้างงาน รายได้ เรื่องปากท้องต่างๆ เราจะเป็นอย่างไรในวันนี้
คงเห็นได้ว่าทุกวันนี้เราอยู่ได้เพราะกินบุญเก่า แต่บุญเก่าเหล่านั้นกำลังจะหมดไป ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสิ้นสุดปี 2011 FDI ที่ไปอินโดนีเซียโต 4 เท่า เวียดนามโต 3 เท่า มาเลเซียโต 2 เท่า เทียบกับ FDI ที่มาไทยโตเพียง ... 0.7% อีสเทิร์นซีบอร์ดก็เจอปัญหามาบตาพุด ซึ่งก็ทำให้การลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ในไทยชะงัก การท่องเที่ยวหากจะหวังให้โตแบบเดิมๆ คงจะทำได้ยาก เราไม่ได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ยังพึ่งพิงอยู่แต่ชายหาดและเกาะเดิมๆ และไม่ได้ดูแลรักษามันอย่างที่ควร หากนักท่องเที่ยวที่มาไทยโตเพียงปีละ 5% จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มอีกเท่าตัวในอีกเพียง 14 ปี คำถามคือ เราจะสามารถสร้างโรงแรมอีกเท่าตัว ผลิตน้ำจืดอีกเท่าตัวได้หรือไม่ และเราจะบำบัดน้ำเสีย จัดการขยะได้อีกเท่าไร?
แต่อนาคตไทยเราเลือกได้ มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องตัดสินใจอะไรสักอย่างเพื่ออนาคต และถ้าเราตัดสินใจถูกวันนี้ เหมือนที่เราเคยตัดสินถูกในอดีต กล้าทำเรื่องที่ยากๆ ไม่เห็นผลเร็ว ไม่ Popular แต่จำเป็น เช่น ยกระดับความสามารถการแข่งขันของ SME ไทย พัฒนาหัวเมือง ปรับปรุงการจัดการภาครัฐ ปฏิรูปการคิด
อ่านอย่างจริงๆ จังๆ อนาคตไทยก็จะดีได้ เราจะได้มี Happy Ending เหมือน Jimmy Stewart ในหนัง (ตอนจบเพื่อนบ้านในเมืองมาร่วมลงขันบริจาคเงิน ทำให้แบงก์รอด ฟังดูห่างไกลกรณีแบงก์ Lehman มากๆ) และคนรุ่นหลังจะได้ขอบคุณเราที่ตัดสินใจดีเพื่อเขาในวันนี้







