
‘ปู’สั่งทุกกระทรวงรับมือเออีซีเต็มสูบ
ให้ส่งรายงานผลกระทบด่วนสศช.เปิดอุตดาวดับดาวเด่น
ให้ส่งรายงานผลกระทบด่วนสศช.เปิดอุตดาวดับดาวเด่น
นายกฯ นัดถกรับมือ “เออีซี” วันนี้ สั่งทุกกระทรวงส่งผลกระทบ ด้าน สศช.ตั้งประเด็นผลกระทบต่อค่าจ้าง 300 บาท
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้รวบรวมข้อเสนอและมาตรการรับมือการเปิดเสรีเออีซีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ที่จะเสนอรายละเอียดผลกระทบเข้ามาตามคำสั่งของนายกฯ
ทั้งนี้ ข้อเสนอของหน่วยงานต่างๆ จะถูกจัดทำเป็นแผนแม่บทการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาสัปดาห์ที่ 1 หรือ 2 ของเดือน ส.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม สศช.เสนอตัวอย่างประเด็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการรับมือการเปิดเออีซี เช่น การเตรียมการเพื่อรับมือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาท ทั้งผลกระทบด้านราคาและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งจัดทำค่าจ้าง สิทธิขั้นพื้นฐานให้เหมาะสมกับมาตรฐานกฎหมายแรงงานที่ต่างกัน
การกำหนดแนวทางให้กลุ่มเป้าหมาย เช่น แรงงานทักษะต่ำ ผู้หญิง แรงงานสูงอายุ ให้ได้ประโยชน์จากการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ และไม่ถูกผลักออกจากตลาดแรงงาน การแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านทักษะภาษาอังกฤษ การปรับปรุงกฎหมายการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศเพื่อให้เป็นไปอย่างเสรี และการออกใบอนุญาตประกอบอาชีพให้ครบทุกอาชีพ
การกำหนดมาตรฐานคุณภาพขั้นพื้นฐานสินค้าส่งออกและนำเข้า เพื่อป้องกันสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ยกระดับมาตรฐานการบริการของธุรกิจ อาทิ การศึกษาและด้านสุขภาพ การปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการเปิดเออีซีให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 และกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
นอกจากนี้ สศช.ยังวิเคราะห์ประเภทสินค้าและบริการของไทยที่มีโอกาสและความเสี่ยง รวมทั้งมีความพร้อมต่อการเปิดรับเออีซี เช่น สินค้ายางพาราแท่งและยางแผ่นดิบรมควัน การให้บริการและธุรกิจบริการอื่นๆ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบ แต่ยังไม่มีความพร้อม
กลุ่มสินค้าและบริการที่ไทยเสียเปรียบคือ สิ่งทอ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขยายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์พืช การทำป่าไม้จากป่าปลูก ธุรกิจการจัดจำหน่าย การศึกษา สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ขณะที่สินค้าและบริการที่ไทยมีความพร้อม แต่เสียเปรียบหากเปิดเออีซี เช่น สิ่งทอ ข้าว มันสำปะหลัง เม็ดพลาสติก บริการการเงิน ขนส่ง สื่อสาร และคมนาคม
สำหรับสินค้าและบริการที่ไทยได้เปรียบและมีความพร้อม ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ อาหารสำเร็จรูป น้ำตาลทราย การท่องเที่ยว การบริการสุขภาพและสังคม การก่อสร้างและวิศวกรรมที่ต่อเนื่อง ความได้เปรียบการลงทุนสาขาเกษตร สาขาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และสาขายานยนต์และชิ้นส่วน
ต่อข่าวเออีซีทำเนียบ/ 25 ก.ค.2555
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นั้น ตนเห็นว่าจะต้องแบ่งความสำคัญออกเป็น 2 ส่วน คือ การทำตามข้อตกลงที่รัฐบาลทุกประเทศมีร่วมกัน ทั้งการพัฒนาโครงการตามแผนแม่บทได้วางไว้ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า เป็นงานที่ง่าย เป็นงานประจำที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนที่สองเป็นสิ่งที่นักลงทุนชาวต่างประเทศมอง เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลไทยจะต้องผลักดันให้เห็นชัดมากขึ้น ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด
สำหรับประเด็นการพิจารณาศักยภาพการแข่งขัน ซึ่ง The Global Competitiveness Index Analyzer Report 20112012 ระบุว่าไทยมีปัญหา 5 เรื่องที่ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ คือ 1. การปฏิวัติ 2. คอรัปชั่น 3. ความไม่แน่นอนของนโยบาย 4. กระบวนการจัดการของรัฐหรือกฎระเบียบที่ยุ่งยาก และ 5. แรงงานขาดความรู้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเน้นแก้ไขปัญหาภาพรวมทั้งหมดเพื่อกระตุ้นการค้าการลงทุน
ศธ.ชงแผนยุทธศาสตร์การศึกษารับอาเซียน
น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ศธ.จะเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการศึกษา ก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในภาพรวม 5 ด้าน คือ 1. ผลักดันเรื่องการอ่านออกเขียนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอายุ 321 ปี ซึ่งในกลุ่มนี้มีประชากรอยู่ประมาณ 16 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 3.2 ล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา และเมื่อรวมกับกลุ่มประชากรในช่วงอายุอื่นๆ ก็จะมีประชากรประมาณ 4 ล้านคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
"กลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนเห็นชอบร่วมกันว่า สมาชิกทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 600 ล้านคน จะต้องผลักดันให้ประชากรของประเทศนั้นๆ สามารถอ่านออกเขียนได้ในภาษาของตัวเองให้ได้ภายในปี 2558 ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 4 ที่มีคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งมากกว่า สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน " น.ส.ศศิธารา กล่าว
ทั้งนี้ ยุทธศาตร์ที่ 2.คือ จัดทำหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานที่มีมาตรฐานร่วมกันทั้ง 10 ประเทศ ในกลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พลศึกษา ไอซีที จริยศึกษา และศิลปะและอัตลักษณ์ของประเทศในสมาชิกอาเซียน ทั้งในระดับประถมศึกษา ม.ต้น และม.ปลาย ซึ่งเรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)? มีหลักสูตรเบื้องต้นแล้ว ประเทศไทยจึงได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมการทำกรอบแนวทาง และตัวอย่างหลักสูตรเบื้องต้น ซึ่งจะจัดประชุมในเดือน ก.ย.นี้
น.ส.ศศิธารา กล่าว ว่า 3. เร่งผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน หรือ เอยูเอ็นให้มากขึ้น เพื่อให้มีการถ่ายโอนหน่วยกิต และเทียบหน่วยกิตระหว่างมหาวิทยาลัยใน 10 ประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันมีมหาวิทยาลััยใน 10 ประเทศเป็นสมาชิกอยู่ 26 แห่ง โดยในส่วนของไทยเป็นสมาชิก 4 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่ ม.บูรพา และม.มหิดล
ด้านที่ 4. คือ ผลักดันให้นักเรียนสายอาชีพได้แลกเปลี่ยนกับประเทศสมาชิกอาเซียนได้ รวมทั้งให้ผู้ที่เรียนจบทางด้านอาชีวศึกษาได้งานทำมากขึ้น โดยในอนาคตจะต้องมีการสำรวจตำแหน่งงานในประเทศสมาชิกด้วยว่าต้องการงานในด้านใดบ้าง เพื่อส่งนักเรียนไปฝึกงาน และทำงาน และ 5. ผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอนให้มากขึ้น ตามมติของกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน ที่ต้องการให้มีการศึกษาข้ามพรมแดน โดยการเรียนผ่านอินเทอร์เน็ตกับมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ และสำเร็จการศึกษาโดยที่ไม่ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้น ทั้งนี้จะเข้ารายงานแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทราบในวันนี้ (26 ก.ค.)
ด้าน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ระบุว่า ขณะนี้ สกอ.ได้เร่งพัฒนากรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาหรือทีคิวเอฟ เพิ่มอีกกว่า 80 สาขา เช่น แพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำการจัดการเรียนการสอนของแต่ละหลักสูตรและคุณลักษณะของบัณฑิตไทย ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถโอนถ่ายหน่วยกิตและเทียบเคียงบัณฑิตระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนนอกจากนี้ แต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนเองก็พัฒนาทีคิวเอฟในแต่ละสาขาของตนเช่นกัน เพื่อรองรับการถ่ายโอนหน่วยกิตของนักศึกษาในประชาคมอาเซียนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สกอ.ได้เร่งพัฒนากรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาหรือทีคิวเอฟ เพิ่มอีกกว่า 80 สาขา เช่น แพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำการจัดการเรียนการสอนของแต่ละหลักสูตรและคุณลักษณะของบัณฑิตไทย ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถโอนถ่ายหน่วยกิตและเทียบเคียงบัณฑิตระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน
นอกจากนี้ แต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนเองก็พัฒนาทีคิวเอฟในแต่ละสาขาของตนเช่นกัน เพื่อรองรับการถ่ายโอนหน่วยกิตของนักศึกษาในประชาคมอาเซียน







