
ยูโรกระอักวิกฤตหนี้กำเริบปัญหาสเปน-กรีซหลอนไม่เลิก
สมเป็นวิกฤตมหากาพย์ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
สมเป็นวิกฤตมหากาพย์ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ สำหรับปัญหาหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรปว่าจะเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสรุนแรงจนสหภาพยุโรป (อียู) ต้องอาศัยระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างเด็ดขาด
เพราะหลังจากที่เหล่าผู้นำยุโรปเพียรพยายามดำเนินมาตรการแก้ไขทุกรูปแบบ ทุกหนทาง ไล่เรียงตั้งแต่การระดมทุนจากสมาชิกก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหาหนี้ ออกแผนมาตรการรัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่าย อาศัยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ทุ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหาเพื่อลดภาระต้นทุนการกู้ยืม ตลอดจนกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำติดศูนย์เพื่อให้ภาคธนาคารนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่จนแล้วจนรอด แผนที่ทำมาทั้งหมดในช่วงเกือบ 3 ปีของวิกฤตหนี้สาธารณะกลับวนกลับมาที่เดิม โดยมีสมาชิกรายล่าสุดอย่าง สเปน ซึ่งนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่ากำลังเดินก้าวซ้ำตามรอยเดิมของโปรตุเกสและกรีซ เพื่อขอเงินช่วยเหลือประเทศจากอียูแบบไม่มีผิดเพี้ยน
ทั้งนี้ สัญญาณบ่งชี้แรกสุดย่อมหนีไม่พ้นข้อเท็จจริงจากตลาดพันธบัตร ที่แสดงให้เห็นไว้อย่างชัดเจนว่าต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสเปนกำลังพุ่งพรวดโจนทะยานชนิดไม่มียั้ง โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนอายุ 10 ปีล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 7.6% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่โปรตุเกสและกรีซต้องจำใจจัดการยื่นเรื่องขอเงินช่วยเหลือจากอียู เพื่อไม่ให้ประเทศต้องผิดนัดชำระหนี้และตกอยู่ในสภาพล้มละลาย
ขณะเดียวกันปัจจัยอันตรายที่เสริมเข้ามา ก็คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอายุ 5 ปี ของสเปนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ปี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ปี 2544
การที่พันธบัตรอายุ 5 ปี มีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรอายุ 10 ปีนี้สามารถแปลความหมายได้เพียงอย่างเดียว คือ นักลงทุนในตลาดขณะนี้ค่อนข้างเชื่อมั่นแล้วว่าสเปนจะต้องผิดนัดชำระหนี้ หรือจะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ของตัวเองภายในเร็ววันนี้แน่นอน
และยิ่งเมื่อรวมกับการขายพันธบัตรระยะสั้นอายุ 3 เดือนและ 6 เดือนของรัฐบาลสเปน เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่อัตราผลตอบแทนทุบสถิติพุ่งสูงสุดเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่การเริ่มใช้เงินสกุลยูโร โดยพันธบัตรอายุ 6 เดือน โดดจากเดือนที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 3.237% มาอยู่ที่ 3.691%
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ของรัฐบาลสเปนยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนในขณะนั้นยังคงเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจของสเปน จนทำให้ต้นทุนการกู้ยืม ซึ่งก็คือผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับไม่สูงมาก จนทำให้รัฐบาลยังสามารถจัดการควบคุมระดับหนี้ของตัวเองได้ ต่างจากโปรตุเกสและกรีซที่ต้องแบกรับต้นทุนหนี้สูงลิบลิ่วจนไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากขอความช่วยเหลือจากอียู
ทว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคที่อยู่ในภาวะซบเซา จนทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศสเปนหยุดชะงัก ไร้การเติบโต กระทั่งส่งให้ตัวเลขคนว่างงานพุ่งสูงเกือบทะลุ 25% ข้อได้เปรียบดังกล่าวกำลังเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งหลังจากที่สเปนประกาศข่าวร้ายช็อกโลกด้วยการยื่นเรื่องขอเงินช่วยเหลือภาคธนาคารจากอียูที่สูงถึง 1 แสนล้านยูโร (ราว 40 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากหนี้ที่ต้องแบกรับจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นในสเปนดับวูบ จนส่งผลต่อการจัดการปัญหาหนี้ภายในประเทศของตัวเองในที่สุด
ทั้งนี้ แม้จะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากบรรดาผู้นำในกลุ่มอียูที่ให้ใช้เงินจากกองทุนยุโรปอัดเข้าธนาคาร สเปนได้โดยตรง โดยไม่ต้องแลกกับแผนรัดเข็มขัดเพิ่มเติมจนดูราวกับว่าปัญหาหนี้ในสเปนกำลังจะคลี่คลาย แต่สัญญาณร้ายที่สเปนจะต้องขอเงินช่วยเหลือเศรษฐกิจประเทศก็ยังไม่หมดไป
เพราะสัญญาณบ่งชี้ตัวถัดมาก็คือปัญหาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นภายในประเทศ ซึ่งเริ่มออกมาเอ่ยปากแล้วว่า จำเป็นต้องขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลส่วนกลางสเปนอย่างเร่งด่วนที่สุดอย่างไม่มีทางเลี่ยง เพื่อจัดการกับปัญหาหนี้ในท้องที่ของตัวเอง ซึ่งพอกพูนเพิ่มขึ้นในช่วงเศรษฐกิจบูม ด้วยการลงทุนพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพร้อมๆ กับการโหมจ่ายสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างเต็มที่
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา 1 ใน 17 แคว้นของสเปนอย่างวาเลนเซีย กลายเป็นแคว้นแรกที่เอ่ยปากขอเงินช่วยเหลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีแคว้นมาร์เซียตามมาติดๆ ขณะที่แคว้นคาตาโลเนีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 1 ใน 5 ของผลผลิตทั้งสเปน ก็ออกมายอมรับว่ากำลังพิจารณาขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสเปนส่วนกลางเช่นกัน ขณะที่แนวโน้มส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าบรรดาแคว้นต่างๆ ของสเปนจะดาหน้าตบเท้าเข้ามาขอเงินจากรัฐบาลอีกเรื่อยๆ
สำหรับรัฐบาลสเปนซึ่งรุมล้อมด้วยปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำด้วยการเติบโตในระดับ 1% ต่อปี ปัญหาการว่างงานพุ่ง หนี้ภาคธนาคารท่วม และการระดมทุนเป็นไปอย่างยากลำบาก การควักเงินเพื่อช่วยเหลือเหล่ารัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งประเมินกันไว้เบื้องต้นว่าน่าจะอยู่ที่ 3.6 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.44 ล้านล้านบาท) จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างอียู กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
แน่นอนว่า เมื่อถึงขั้นนั้น สเปนก็จำเป็นต้องคิดหามาตรการรัดเข็มขัดเพิ่มเติมจากแผนเดิมล่าสุดที่รัฐบาลเพิ่งจะอนุมัติและตั้งเป้าหาเงินเข้ากระเป๋าไว้ที่ 6.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) จากการเพิ่มภาษีและตัดค่าใช้จ่ายอย่างปลดคนงาน ลดสวัสดิการ ซึ่งสุดท้ายก็จะผลักให้สเปนเข้าสู่วงจรเดียวกับโปรตุเกสและกรีซ ที่ไม่สามารถเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะต้องประหยัดจนเศรษฐกิจประเทศไม่มีทางอื่นนอกจากภาวะถดถอย
นอกจากปัญหาในสเปนที่ส่งสัญญาณอันตรายมาแล้ว ปัญหาหนี้สาธารณะในกรีซก็มีแนวโน้มโคม่าด้วยเช่นกัน เมื่อการพบปะระหว่างทรอยกา (อียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ) กับรัฐบาลกรีซ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ในการพิจารณาแผนปฏิรูปจัดการหนี้ของกรีซเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลืองวดใหม่ เพื่อเลี่ยงไม่ให้กรีซผิดนัดชำระหนี้ล้มเหลว
เนื่องจากแผนรัดเข็มขัดที่กรีซเสนอเพื่อแลกกับความช่วยเหลือยังคงไม่เพียงพอ แม้ว่ากรีซจะยืนกรานหนักแน่นว่าทำเต็มที่แล้ว พร้อมขอความเห็นใจ เพราะแผนรัดเข็มขัดที่เสนอไปก็ทำให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอยยาวถึง 7 ปี ซึ่งหากทำมากกว่านี้ กรีซคงหมดสิทธิลืมตาอ้าปากได้อีกนาน
อย่างไรก็ตาม ด้านทรอยกาเองก็ไม่สามารถยอมให้กรีซได้เช่นกัน เนื่องจากหากกรีซไม่สามารถดำเนินตามแผนรัดเข็มขัดตัดค่าใช้จ่ายตามแผนเดิมที่คงไว้ ทรอยกามีแนวโน้มต้องเพิ่มเงินช่วยเหลือกรีซจากเดิมซึ่งอยู่ที่ 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.18 ล้านล้านบาท) มาอยู่ที่ 2 แสนล้านยูโร (ราว 8 ล้านล้านบาท)
หรือเท่ากับว่าทรอยกาและบรรดาประเทศสมาชิกต้องควักเงินของตัวเองช่วยกรีซเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าด้วยภาวะถดถอยของภูมิภาคยุโรปในปัจจุบัน ย่อมไม่มีใครอยากเสียสละเฉือนเนื้อตัวเองไปมากกว่านี้
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ลำพังช่วยตัวเองก็ปวดหัวพออยู่แล้ว แล้วยังต้องช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่นอีกก็คงไม่ไหวเช่นเดียวกัน
จนท้ายที่สุด กรีซอาจจะต้องจบลงด้วยการโบกมือลาเดินออกจากกลุ่มยูโรโซนตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หลายฝ่ายจริงๆ ซึ่งถ้าผลลัพธ์เป็นไปตามนั้น บรรดาชาติสมาชิกที่เหลือ โดยเฉพาะสเปน อิตาลี โปรตุเกส ซึ่งกำลังปวดหัวกับวิกฤตหนี้สาธารณะของตัวเองได้จุกอกจนกระอักแน่นอน เหตุจากค่าเงินยูโรหล่นฮวบฮาบจนหมดมูลค่าในการชำระหนี้
บทสรุปที่ได้จากสเปนและกรีซ จึงมีชัดเจนเพียงหนึ่งเดียวคือ โลกยังต้องทนหวาดผวากับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปต่อไป และวิกฤตดังกล่าวไม่มีทางสิ้นสุดได้ภายในปีหรือสองปี







