
สายเลือกตั้งผงาด "นิคม" เต็งประทานวุฒิ
วุฒิสภาเข้าสู่จุดเปลี่ยนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ต้องพ้นจากตำแหน่งประธานวุฒิสภาแบบฟ้าผ่า
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
วุฒิสภาเข้าสู่จุดเปลี่ยนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ต้องพ้นจากตำแหน่งประธานวุฒิสภาแบบฟ้าผ่า ภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี จากกรณีออกร่างระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการและอนุกรรมการและค่าตอบแทนบุคคลหรือคณะบุคคล พ.ศ. 2547
แม้ว่าศาลอาญาจะให้รอลงอาญาโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่มีผลต่อสมาชิกสภาพความเป็น สว. เพราะศาลไม่ได้ออกหมายขังตีตรวน พล.อ.ธีรเดช แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 124 (4) บัญญัติถึงการพ้นตำแหน่งประธานวุฒิสภา ว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท”
หมายความว่า ต่อให้ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาฎีกาจนเป็นที่สิ้นสุด แต่ถ้าเป็นโทษจำคุกในคดีอาญาย่อมทำให้ประธานวุฒิสภาต้องพ้นจากตำแหน่งไปโดยปริยาย ไม่สามารถฝืนอยู่ในเก้าอี้ต่อไปได้
คดีนี้ พล.อ.ธีรเดช ทำใจมาแล้วตั้งแต่ต้นว่าผลการตัดสินของศาลจะออกมาในลักษณะนี้ เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เคยมีคำพิพากษากรณีขึ้นเงินเดือนตัวเองของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สมัย พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธาน เมื่อปี 2548 เป็นแนวทางเอาไว้แล้ว
มองมายังกระบวนการสรรหาประธานวุฒิสภาคนใหม่ คาดว่าวุฒิสภาจะนัดลงมติเพื่อเลือกบุคคลมาทำหน้าที่นี้ได้อย่างเร็วที่สุดวันที่ 6 ส.ค. หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินวันที่ 14 ส.ค.
ทว่าแนวโน้มน่าจะไปเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่วันที่ 10 ส.ค. เพราะ สว.ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ ประกอบกับก่อนวันที่ 6 ส.ค. ติดวันหยุดราชการและวันหยุดประจำสัปดาห์ติดต่อกันถึง 4 วัน อาจทำให้มีปัญหาในการประสานงานได้
ส่วนตัวเต็งที่จะมาเป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่นั้น แน่นอนว่าต้องมีชื่อ “นิคม ไวยรัชพานิช” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นเต็งหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย คุณสมบัติจำเพาะที่สำคัญคือ ลูกเก๋าในวุฒิสภา เนื่องจากเป็นรองประธานวุฒิสภามาแล้วถึง 4 ปี
ที่สำคัญเป็นบิ๊ก สว.เพียงคนเดียวที่ยังคงดำรงตำแหน่งติดต่อกันอย่างยาวนาน โดยไม่ว่าวุฒิสภาจะมีประธานมาแล้วถึงสองคน ตั้งแต่ “ประสพสุข บุญเดช” จนถึง “พล.อ.ธีรเดช” หรือรองประธานคนที่สองจะเปลี่ยนหน้าจาก “ทัศนา บุญทอง” มาเป็น “พรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา” สว.ฉะเชิงเทรา รายนี้ก็ยังสามารถยืนหยัดเป็นรองประธานวุฒิสภาอยู่
ตามมาด้วยบทบาทการเป็นประธานวิปวุฒิสภาที่ต้องเป็นมือประสานสิบทิศกับทางฝั่งสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยเวลาการประชุมรัฐสภา ทำให้พรรคเพื่อไทยค่อนข้างสบายใจในยามที่นิคม เข้ามาประสานงาน
แต่โชคไม่ค่อยเข้าข้าง นิคม เพราะทุกครั้งเวลาเข้าสู่สนามชิงตำแหน่งผู้นำวุฒิสภา “นิคม” กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะเคยผิดหวังมาแล้วถึง 2 ครั้ง และยิ่งครั้งล่าสุดหลังจาก ประสพสุขหมดวาระ ก็หมายมั่นปั้นมือจะได้ตำแหน่งนี้ไม่ยากเย็น เพราะคิดว่าถึงคิว สว.เลือกตั้งมาทำหน้าที่สลับกับ สว.สรรหาบ้าง แต่เมื่อมาเจอม้าตีนปลายอย่าง พล.อ.ธีรเดช ก็ไม่อาจต้านทานได้ เสียงสนับสนุนเพียง 52 เสียง ต้องกลับไปทำงานในตำแหน่งเบอร์สองเหมือนเดิม
มาเที่ยวนี้รองประธานนิคม ก็ยังคงเป็นเต็งหนึ่งแบบไม่มีใครกล้าปฏิเสธ โดยได้แรงสนับสนุนจาก สว.เลือกตั้งพอสมควร ซึ่ง สว.กลุ่มนี้มีพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมในฐานะอิงฐานคะแนนการเมืองจากพรรคเพื่อไทยเมื่อครั้งเลือกตั้ง สว.
วิเคราะห์เส้นทางสู่เก้าอี้ประธานวุฒิสภาของ “นิคม” จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเป็นปึกแผ่นของ สว.เลือกตั้งด้วยกันเอง หากสามารถคุมเสียงได้อยู่ในระดับ 60-70 เสียง ทุกอย่างก็จบ และสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของวุฒิสภาไปจนกว่าจะหมดวาระในอีก 2 ปีข้างหน้า
นอกเหนือจาก นิคม ก็มีแคนดิเดตอีกคนที่น่าจับตาคือ “ดิเรก ถึงฝั่ง” สว.นนทบุรี โปรไฟล์โดดเด่นหนีไม่พ้นการผ่านการทำหน้าที่ “ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จนได้รับการนับหน้าถือตาจาก สว.และ สส.เป็นจำนวนมาก
แม้ระยะหลังการออกเสียงในรัฐสภาอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะกดปุ่มเห็นด้วย แต่การวางตัวที่ผ่านมาก็ไม่เป็นปัญหากับทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล
แรงสนับสนุนครั้งนี้จะมาจาก สว.เลือกตั้งที่เคยเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรวมไปถึงอดีตข้าราชการสายปกครองในกระทรวงมหาดไทยหลายคนที่อยู่ทั้งสายเลือกตั้งและสายสรรหา แต่ถ้าเทียบขุมกำลังต้องยอมรับว่ายังเป็นรองพอสมควร
ม้ามืดที่น่าจับตามองเวลานี้เป็นของ “พิเชต สุนทรพิพิธ” สว.สรรหา อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน และอดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่ง สว.รายนี้ได้รับการเสนอจากกลุ่ม 40 สว.
อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักต่อสาธารณะเท่าไหร่นัก แต่ในแวดวงวุฒิสภานับว่าเป็นที่เกรงใจของ สว.หลายคนอยู่พอสมควร โดยทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของวุฒิสภาหลายสมัย
สำหรับการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนที่ 3 นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ 2550 ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะจะมีผลดุลอำนาจระหว่างสภาฯ และวุฒิสภา
หากประธานวุฒิสภามาจากสายเลือกตั้ง โฉมหน้าของวุฒิสภาก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปตามผู้นำที่มีการเปลี่ยนแปลงด้วย
พรรคเพื่อไทยย่อมพอใจกับแนวทางนี้ เพราะถือว่านักเลือกตั้งย่อมพูดจาภาษาเดียวกันและอะไรต่อมิอะไรก็จะง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการผ่านกฎหมายสำคัญที่ส่งมาจากสภา ไม่เว้นแม้แต่การพิจารณาบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญด้วย
ในทางกลับกัน ถ้าประธานวุฒิสภามาจาก สว.สรรหา พรรคเพื่อไทยก็ต้องผจญกับหนามตำใจต่อไปจนกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้ม สว.สรรหาได้ เพื่อให้การรวบอำนาจทำได้เบ็ดเสร็จในอนาคต
สุดท้ายขึ้นอยู่กับพลังล็อบบี้ยิสต์ของฝ่ายไหนว่าจะแข็งแรงกว่ากัน







