posttoday
แก้ปัญหาข้าว-แค่จำนำหรือหรือประกันเท่านั้นหรือ

แก้ปัญหาข้าว-แค่จำนำหรือหรือประกันเท่านั้นหรือ

24 กรกฎาคม 2555

เมื่อประมาณสักสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่ารัฐบาลจะได้รับความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว

โดย...สมชาย สกุลสุรัตน์

เมื่อประมาณสักสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่ารัฐบาลจะได้รับความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว “แค่” ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าความเสียหายจากโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งเสียหาย “ถึง” ปีละ 7 หมื่นล้านบาท

ปัญหาการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลชุดนี้ กับการรับประกันรายได้ของเกษตรกรของรัฐบาลชุดที่แล้ว กลายมาเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาลของประเทศนี้อีกปัญหาหนึ่ง ว่าโครงการไหนจะทำให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่ากัน

ความจริงทั้งสองโครงการมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ให้พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ซึ่งอยู่ในภาวะจำยอมต้องขายให้เพราะต้องการเงินมาใช้จ่ายและปลดเปลื้องหนี้สิน ประกอบกับไม่มียุ้งฉางที่จะเก็บผลผลิตเพื่อรอจำหน่ายเมื่อราคาผลผลิตที่มักออกสู่ตลาดพร้อมกันหลังฤดูเก็บเกี่ยวเหมือนเกษตรกรในประเทศที่เจริญแล้ว

การรับประกันรายได้ของเกษตรกรคือการให้ชาวนาที่จำเป็นต้องขายข้าวให้โรงสี พ่อค้าคนกลาง หรือพ่อค้าส่งออก ในราคาตลาด หรือราคาที่ถูกกดโดยคนกลางเหล่านี้ในบางเวลา โดยเฉพาะเวลาที่ความต้องการข้าวสารในตลาดโลกลดลง สามารถที่จะขอเงินชดเชยจากรัฐบาลได้ โดยคำนวณจากส่วนแตกต่างระหว่างราคากลางหรือราคาประกันที่รัฐบาลกำหนดโดยใช้ราคาเฉลี่ยของข้าวเปลือกที่ซื้อขายกันในตลาดในแต่ละช่วงเวลา เช่น ถ้ารัฐบาลประกาศราคาประกันไว้ที่ตันละ 1 หมื่นบาท แต่ชาวนาขายข้าวให้โรงสีได้เพียงตันละ 8,000 บาท ชาวนาก็จะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรตันละ 2,000 บาท เป็นต้น

ส่วนการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลชุดปัจจุบันนั้น จะไม่มีการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนา แต่จะรับจำนำข้าวจากชาวนาในราคาที่รัฐบาลกำหนดในแต่ละฤดูกาลผลิต ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เช่น ถ้าราคาตลาดอยู่ที่ตันละ 8,000 บาท และรัฐบาลประกาศราคารับจำนำไว้ที่ 1 หมื่นบาท ชาวนาก็จะได้รับเงินจากการจำนำข้าวไว้กับรัฐบาลมากกว่าการขายข้าวให้พ่อค้าคนกลาง 2,000 บาท เช่นเดียวกันกับกรณีรัฐบาลประกันรายได้ โดยจะมีรายได้จากการขายข้าวตันละ 1 หมื่นบาทเหมือนกัน

ถ้าพิจารณาจากมุมมองของผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือชาวนา ไม่ว่าการประกันรายได้หรือการรับจำนำข้าว ถ้าเงินชดเชยบวกรายได้จากการขายข้าวต่อตัน เท่ากับราคารับจำนำ โครงการทั้งสองจึงไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่จะว่าไปแล้ว ในทางทฤษฎี ชาวนาจะได้รับผลประโยชน์จากการจำนำข้าวมากกว่าการขายข้าวให้พ่อค้าแล้วขอเงินชดเชยด้วยซ้ำ ถ้าราคาข้าวในตลาดปรับตัวสูงขึ้น โดยสามารถจะนำเงินไปไถ่ถอนข้าวที่จำนำไว้ไปจำหน่าย ซึ่งเท่ากับจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แต่ในความเป็นจริง เนื่องจากรัฐบาลตั้งราคารับจำนำไว้สูงกว่าราคาตลาดมาก จึงไม่มีโอกาสที่ราคาตลาดจะปรับตัวขึ้นเท่ากันหรือสูงกว่าราคาจำนำ ยกเว้นแต่จะเกิดเหตุการณ์ผิดปกติวิสัยที่ทำให้ผลผลิตข้าวหรือธัญพืชประเภทอื่น เช่น ข้าวสาลีหรือข้าวโพดเสียหาย เช่น เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมในประเทศผู้ผลิต

การรับจำนำข้าวในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนการรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงกว่าราคาตลาด หาใช่การรับจำนำตามชื่อไม่ เพราะการรับจำนำนั้นเขาจะรับจำนำในราคาต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้เกษตรกรมีเงินทองไว้จับจ่ายใช้สอยระหว่างที่นำผลผลิตไปพักเก็บไว้ชั่วคราว จนกว่าราคาผลผลิตในตลาดจะเพิ่มสูงขึ้น แล้วค่อยไถ่ถอนออกไปขายทำกำไร

ที่พูดถึงวิธีการรับจำนำที่เป็นจริงนั้น ก็เพราะการรับจำนำผลผลิตนั้นเป็นวิธีการพยุงราคาสินค้าเกษตรที่ใช้กันมานมนานแล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยไม่สร้างภาระทางการเงินให้รัฐบาลมากเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ เพราะรัฐบาลไม่จำเป็นต้องรับจำนำข้าวทุกเมล็ดทั่วประเทศ คือแค่รับจำนำข้าวไว้บางส่วนก็เพียงพอที่จะทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นแล้ว กับการที่รับจำนำไว้ต่ำกว่าราคาตลาด ท้ายที่สุดถ้าเกษตรกรไม่มาไถ่ถอนออกไปขายในราคาตลาด รัฐบาลก็สามารถที่จะนำข้าวที่หลุดจำนำต้นทุนต่ำออกไปขาย จะเพื่อให้มีเงินไว้หมุนเวียนรับจำนำรอบต่อไปหรือจะส่งออกเพื่อรักษาความเป็นแชมป์ผู้ส่งออกอันดับ 1 ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าเป็นแชมป์หรือรองแชมป์นั้นสำคัญขนาดไหน เอาว่าแค่ขายได้เท่าที่ต้องการขายและมีกำไรก็น่าจะโอเคแล้ว โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้เงินเพื่อรับจำนำปีหนึ่งนับแสนล้านบาทดังเช่นปัจจุบัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ต่อไปนี้จึงขอเรียกชื่อโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ว่า โครงการรับซื้อข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล เพื่อเปรียบเทียบความเสียหายหรือต้นทุนของโครงการกับโครงการประกันรายได้จากการขายข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลที่แล้ว

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงขอพิจารณาความหมายของโครงการรับจำนำข้าวหรือโครงการรับซื้อข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลใหม่ว่า เป็นโครงการที่รัฐบาลใช้เงินนอกงบประมาณผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (รอบฤดูกาลนี้ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท) เพื่อรับซื้อข้าวจากเกษตรกรทั่วประเทศในราคาที่รัฐบาลกำหนด (ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดอย่างน้อยประมาณ 3040%) ไปเก็บไว้ในไซโลหรือคลังสินค้าที่รัฐบาลเช่า เพื่อรอจำหน่าย หรือ “ระบาย” ต่อไป

เมื่อประมาณสักสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวว่ารัฐบาลจะได้รับความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว “แค่” ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าความเสียหายจากโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งเสียหาย “ถึง” ปีละ 7 หมื่นล้านบาท

เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้แจงรายละเอียดว่า ที่มาที่ไปของความเสียหาย 5 หมื่นล้านบาทมาจากไหน จึงเป็นการยากที่จะชี้ชัดว่าโครงการไหนสร้างความเสียหายทางการเงินให้ประเทศชาติมากกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ คือเสียหายทั้งคู่ เพื่อความเป็นธรรม นี่เป็นความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากจน ดีกว่าความเสียหายที่เกิดจากสารพัดนโยบายช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจและคนที่มีฐานะดีและได้เปรียบทางสังคม ซึ่งไม่มีใครคำนวณเป็นตัวเลขออกมาว่าในแต่ละปีรัฐสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้เท่าไร

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นความเสียหายที่พึงยอมรับได้ ประเด็นจึงไม่ใช่มาถกเถียงกันว่าระหว่างโครงการทั้งสอง โครงการไหนดีหรือเสียหายน้อยกว่ากัน แต่ควรช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถลดความเสียหายลง โดยเกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากหยาดเหงื่อแรงงานอย่างเหมาะสมในฐานะเจ้าของประเทศ

ความจริงแล้ว การเปรียบเทียบความเสียหายของโครงการรับซื้อข้าวกับโครงการประกันรายได้ทำได้ยากมาก เพราะความเสียหายที่เกิดจากการชดเชยรายได้ให้เกษตรกรในแต่ละปีนั้น เท่ากับเงินชดเชยที่รัฐบาลจ่ายในปีนั้นๆ เช่น ตามตัวอย่าง ถ้าเกษตรกรขายข้าวได้ตันละ 8,000 บาท และรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้ 2,000 บาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นคือเงินชดเชยทั้ง 2,000 บาท ที่รัฐบาลจะต้องนำเงินภาษีอากรของประชาชนไปจ่ายคืนให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรภายหลัง

แต่สำหรับโครงการรับซื้อข้าวทุกเมล็ด เงินที่รัฐบาลใช้ไปทั้งหมดเพื่อซื้อ หรือ “รับจำนำ” นั้น ในขั้นแรกต้องไม่ใช่ความเสียหายทั้งหมด เพราะรัฐบาลจ่ายไปเท่าไร ได้รับข้าวเปลือกจากชาวนามาเก็บไว้เป็นมูลค่าเท่ากัน ถ้าคิดตามราคาทุน ความเสียหายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อรัฐบาลนำข้าวออกไปขาย หรือที่ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่ารัฐบาลจะ “ระบาย” ข้าวที่ถือไว้ออกไปภายหลัง ซึ่งจะขายเมื่อไร ขายใคร ปริมาณเท่าไร ราคาใด ไม่มีนโยบายหรือระเบียบที่ชัดเจน ปกติเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่นายกฯเป็นประธาน

นอกจากนั้น เนื่องจากรัฐบาลรับซื้อข้าวมาเก็บไว้เพื่อขายต่อไป จึงมีต้นทุนที่แฝงอยู่มากมาย เช่น ค่าเช่าโกดังและคลังสินค้า ค่าประกันภัย ต้นทุนดอกเบี้ยของเงินนับแสนล้านบาทที่จ่ายไปเพื่อรับจำนำหรือซื้อข้าวมาเก็บไว้ และที่ไม่ได้นำมาใช้ในการคำนวณต้นทุน คือค่าเบี้ยประชุมสารพัดคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงของนักการเมือง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการและธ.ก.ส.

ที่แน่นอนอีกอย่างหนึ่งคือ ต้นทุนที่เกิดจากการคอร์รัปชัน ซึ่งไม่ว่าโครงการไหนก็มีปัญหานี้ แต่เนื่องจากโครงการรับซื้อข้าวมีกระบวนการทำงานที่ยาวกว่าโครงการประกันรายได้ซึ่งสิ้นสุดปีต่อปี โอกาสในการฉ้อราษฎร์บังหลวงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำจึงสูงกว่าเป็นธรรมดา

แต่คำถามคือ การแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรและปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมีเพียงการเข้าไปแทรกแซงด้วยการรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด หรือการไม่แทรกแซงโดยรัฐบาลยอมรับภาระจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรถ้าขายผลผลิตไม่ได้ราคาเท่านั้นหรือ

ถ้าท่านผู้อ่านสนใจ ลองติดตามอ่านต่อสัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท