posttoday
นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่ากับเศรษฐกิจจีน

นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่ากับเศรษฐกิจจีน

16 มีนาคม 2553

...สมชาย สกุลสุรรัตน์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมนั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้านกับลูกสาว กดช่องนั้นบ้าง ช่องนี้บ้างไปมา เผอิญเห็นท่านนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าแห่งประเทศจีน กำลังนั่งแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน หลังการประชุมสภาประชาชนที่กรุงปักกิ่งเลยนั่งชมนั่งฟังท่านพูดจาโต้ตอบกับสื่อมวลชนอยู่เกือบ 1 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่คนถามก็ลุกขึ้นถามภาษาจีนกลาง และท่านนายกเวินก็ตอบภาษาจีนกลาง และผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้ภาษาจีน ฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่อง

ที่นั่งชมอยู่นาน เพราะตั้งแต่แวบแรกที่เห็นท่านให้สัมภาษณ์ทางซีซีทีวี ก็รู้สึกประทับใจในบุคลิกภาพความเป็นผู้นำประเภทผู้ใหญ่ใจดีของท่าน คือค่อยๆ พูดไปช้าๆ พูดไปยิ้มไป เสียงดังบ้างบางโอกาสที่ต้องการเน้น เฉพาะบางประเด็นที่ผมฟังออกเพียงคำเดียวคือไต้หวันแต่ที่แน่ๆ คือนั่งดูท่านแล้วก็เข้าใจว่าทำไมสาธารณรัฐประชาชนจีนยุคนี้ถึงก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจของโลกทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก เพราะขนาดคนที่ฟังท่านพูดไม่รู้เรื่องยังนั่งฟังท่านพูดอยู่ได้เป็นชั่วโมง

หลังจากนั้นผมต้องไปขวนขวายหาข้อมูลว่าท่านเวินเจียเป่า ท่านพูดอะไร พอทราบว่าท่านพูดอะไรแล้วอิจฉาคนจีน เพราะท่านพูดทุกอย่างอิงอยู่กับผลประโยชน์ของประเทศจีนและคนจีนพันกว่าล้านคน

ฝรั่งบอกให้ท่านพิจารณาปรับค่าเงินหยวนใหม่ โดยอ้างว่าค่าของเงินหยวนนั้นอ่อนกว่าความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า UNDER VALUE ทำให้จีนสามารถส่งสินค้าไปขายได้ทั่วโลก และสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศได้จำนวนมหาศาล จนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เพราะรัฐบาลจีนเอาเงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่ได้มาจากการได้เปรียบดุลการค้าและดุลการชำระเงินกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันอย่างที่ทราบกันดี

ท่านเวินเจียเป่า บอกว่า ท่านจะไม่ปรับค่าเงินอะไรทั้งนั้น เพราะคิดว่าเงินหยวนในปัจจุบันเหมาะสมอยู่แล้ว ท่านไม่ได้ขยายความ แต่ถ้าขยายความท่านคงบอกว่าค่าของเงินหยวนที่ลดลง เพราะอเมริกาปล่อยให้เงินดอลลาร์อ่อนลงเพื่อช่วยการส่งออกเหมือนกัน ซ้ำยังใช้เงินมากมายเพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาเพราะความโลภและขาดวินัยทางการเงินอย่างที่เคยไปเที่ยวประณามหยามเหยียดชาวบ้านไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เผอิญจีนนั้นผูกค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นก็ขึ้นด้วยกัน ลงก็ลงด้วยกัน แล้วจะให้จีนเป็นฝ่ายต้องปรับค่าเงินของตัวเองขึ้นเพื่อให้อเมริกาขายสินค้าได้ง่ายขึ้นคงไม่ยุติธรรม

ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่การที่ท่านนายกรัฐมนตรีจีนพูดยิ้มนิ่มๆ ไม่ขยายความให้มากมาย บอกเพียงว่าค่าของเงินหยวนในปัจจุบันเหมาะสมแล้ว ก็แสดงถึงความเป็นผู้นำของชาติมหาอำนาจชาติหนึ่ง สามารถดำเนินนโยบายของตนเองตามที่เห็นว่าเหมาะสม โดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้ใครฟังว่าที่ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้เพราะเหตุใดให้เสียเวลา ถ้าผมเป็นคนจีนจะลงให้ท่านหนึ่งคะแนนโดยไม่ลังเล เสียดายไม่มีสิทธิต้องไปลงคะแนนให้ใครก็ไม่รู้ที่ไม่อยากลงคะแนนให้ เพื่อรักษาสิทธิของความเป็นพลเมืองดี

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของไต้หวัน คงไม่พ้นว่าจีนจะดำเนินนโยบายเรื่องนี้อย่างไร ท่านเน้นว่าไต้หวันนั้นวันหนึ่งต้องมารวมกับจีน แต่จีนจะไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน ความจริงเรื่องนี้ลึกๆ จีนนั้นบีบไต้หวันจนหน้าเขียวทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ จนไต้หวันขณะนี้ไม่สามารถคบค้ากับใครได้อย่างเป็นทางการ เพราะจีนถือนโยบายจีนเดียว ใครอยากมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวันจีนก็ไม่ห้าม แต่จีนจะไม่คบด้วย แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการทูตของไต้หวันก็ไม่มีโอกาสเข้าพบปะข้าราชการหรือผู้บริหารระดับสูงภาครัฐของประเทศอื่น เพราะไม่มีใครอยากมีปัญหากับจีน

สาเหตุไม่ใช่เพราะใครกลัวว่าจีนจะกรีธาทัพข้ามทวีปไปตียุโรปเหมือนสมัยเจงกิสข่าน แต่เพราะไม่มีใครอยากขัดใจกับประเทศที่มีพลเมือง 1,000 กว่าล้านคน ซึ่งกำลังพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ เป็นผู้ที่มีกำลังซื้อ แม้แต่สินค้ายี่ห้อดังๆ กระเป๋าถือใบละแสนจากต่างประเทศ โดยผลิตกระเป๋ายี่ห้อเดียวกันกลับไปขาย 100 ใบ ได้เงินเข้าประเทศเท่ากัน ก็ไม่เห็นมีใครกล้าไปขู่ว่าจะแซงชันสินค้า หรือจะขู่ให้กลัวว่าถูกขึ้นบัญชีดำไม่คบค้าสมาคมด้วยแต่อย่างใด

นอกจากนั้น เงินสำรองมากมายมหาศาลของจีนจำนวนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น (อยากทราบเปิดเน็ตดูเองครับ) ทำให้จีนมีเดชานุภาพที่ทำให้ใครเกรงใจ ผิดกับสมัยก่อนเมื่อจีนยังยากจน นโยบายจีนเดียวนั้นไม่เคยมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้คนเลิกคบค้าสมาคมกับไต้หวัน ซึ่งตอนนั้นมีเงินสำรองสูงกว่าจีนมากมาย จนรัฐบาลต้องส่งเสริมให้คนไต้หวันไปลงทุนในต่างประเทศ ประชาชาติต่างๆ จึงเลือกคบไต้หวันซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ พลเมือง 20 กว่าล้านคน แทนที่จะคบกับจีนซึ่งมีประชากรตอนนั้นราว 600700 ล้านคน ล้วนแล้วแต่ยากจนโดยทั่วหน้าอย่างยุติธรรมภายใต้การปกครองระบบสังคมนิยมหัวรุนแรง ผิดกับสมัยนี้ซึ่งถึงแม้ไต้หวันจะยังมีทุนสำรองมากมาย แต่ยังน้อยกว่าจีน นานาชาติจึงเลือกคบกับเงินสำรองของจีนมากกว่าเงินสำรองของไต้หวัน

ทั้งหลายทั้งปวงอยากตั้งข้อสังเกตว่า คนเรานั้นคบกันด้วยผลประโยชน์ โดยเฉพาะสังคมนานาชาติ อเมริกันนั้นไม่ลังเลที่จะรุกรานประเทศอื่นที่เชื่อได้ว่าสู้ตัวเองไม่ได้ ถ้านั่นคือการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติอเมริกัน(US NATIONAL INTEREST) จีนนั้นที่เป็นมหาอำนาจก็เพราะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีความต่อเนื่องจนร่ำรวย ใครๆก็เกรงใจ

สรุปแล้วการสร้างเครดิตที่ดีที่สุดนั้นต้องเริ่มต้นจากตัวเองครับ โดยเฉพาะถ้าได้ผู้นำที่มีบุคลิกน่ารัก น่าเคารพนับถืออย่างท่านเวินเจียเป่า แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนท่านนี้

สาบานก็ได้ครับว่า ไม่ได้มีธุรกิจเกี่ยวข้องทำมาค้าขายกับจีนด้วยประการทั้งปวง เขียนเพราะนึกอย่างที่เขียนจริงๆ ครับ ไม่ใช่เขียนเชลียร์ใคร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท