
ชูธงความซท่อสัตย์ประเทศรอดพ้นวิกฤต
นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้กล่าว ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ความซื่อสัตย์กับค่านิยมสังคมไทย
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้กล่าว ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ความซื่อสัตย์กับค่านิยมสังคมไทย ว่า แม้คุณธรรมจริยธรรมมีหลักปฏิบัติอยู่ในทุกวิชาชีพ แต่กลับไม่ถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติมากนัก และหลักนิติธรรมที่มีข้อบังคับอยู่ในกฎหมาย ต้องได้รับความเคารพและยึดถือเป็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่ความซื่อตรงและถูกต้องในสังคมไทย
ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักในสังคม ต้องเร่งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อตรง โดยเน้นสร้างความตระหนักให้กับเยาวชน ซึ่งถือเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน
นพ.เกษม กล่าวอีกว่า เครื่องตัดสินคุณธรรมอยู่รอบๆ ตัว เรา คือ คำว่าซื่อตรง โดยที่สิ่งยึดถือ คือ ประพฤติตรง มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ไม่คิดคดทรยศ คดโกง ดังนั้น ที่เชื่อว่า “ใจเป็นใหญ่” เพราะคำว่าซื่อสัตย์และคุณธรรม เป็นศูนย์รวมขององค์ประกอบทางจิตใจ จำเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องตัดสิน ว่า สิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งเครื่องตัดสินคุณธรรมอยู่รอบๆ ตัว
ขณะที่กฎหมายจะเป็นเครื่องประกันของประเทศ หากทุกคนปฏิบัติอยู่ภายใต้กฎหมาย ประเทศก็จะรอด โดยเฉพาะศาลที่มีหน้าที่ตัดสินเรื่องต่างๆ
“ศาลเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเคารพ ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาแล้วผลเป็นที่พอใจหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญออกโดย สส.ในรัฐสภา เมื่อออกมาแล้วรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลก็มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นคำตัดสินของศาลเมื่อออกมาแล้วทุกคนต้องเชื่อฟังและเคารพ” นพ.เกษม กล่าว
สำหรับหลักจริยธรรมเป็นหลักกฎเกณฑ์ที่ออกโดยคนทั่วไป เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มนั้นๆ ยอมรับและปฏิบัติตาม คือ การปกครองตนเองของคนในอาชีพหรือในชาติ ส่วนเครื่องตัดสินที่สี่ คือ ระบบธรรมาภิบาล ที่ใช้ในองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรเอ็นจีโอ โดยหลักดังกล่าวไม่มีอะไรที่ลึกลับ ออกมาเพื่อให้องค์กรนั้นๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นวันนี้ต้องหันมาดูว่าค่านิยมทางความดีในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ค่านิยมทางความดีกลับคืนมา เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในฐานะผู้นำหน่วย มีหลักคิดว่า การที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ในกฎระเบียบ ในหลักคุณธรรมจริยธรรม ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ต้องสำรวจตัวเอง และเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เพื่อสร้างค่านิยมที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่มีอาชีพใดที่จะทำความดีได้เท่ากับนักการเมือง และไม่มีอาชีพใดที่จะทำความชั่วได้เท่ากับนักการเมือง เนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากที่สุด
สำหรับความซื่อตรงและคุณธรรมทุกคนควรปฏิบัติตนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีหรือเริ่มทำความดีที่ตัวเองก่อน ขณะที่การเป็นนักการเมือง เมื่อพ้นบทบาทแล้วก็ควรต้องถอดหัวโขนนั้นออก และเข้าใจธรรมชาติของอำนาจ เมื่อกำหนดสถานะตัวเองให้ถูกต้อง ประชาชนก็จะศรัทธาและเคารพเอง
ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำว่าการซื่อตรงต่อหน้าที่ของ สส. คือการปฏิบัติหน้าที่ แต่ทุกรัฐบาลมักเกิดเหตุการณ์สภา ล่มเสมอ สะท้อนให้เห็นว่า สส.ยังไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่
“ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การทำหน้าที่ สส.ฝ่ายค้าน คือ การตรวจสอบทุจริตและการบริหารงานของรัฐบาล โดยมีการเปิดประเด็นต่างๆ มากมาย แต่ก็ควรมีการสานต่อว่าคดีไปถึงไหนแล้ว ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำเรื่องอะไร จะเปิดประเด็นในการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล หรือการทุจริตต่างๆ นั้น ต้องมีความรับผิดชอบ ซื่อตรงต่อหน้าที่ ทำด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อให้เรื่องราวต่างๆ ที่ทำนั้น สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ สส.ต้องทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชนก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งด้วย” ยุทธพงศ์ กล่าว







