
คำวินิจฉัยกลางวีซ่าแก้ รธน.
สัปดาห์นี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีความชัดเจน พรรคเพื่อไทยเตรียมตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางไหน
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สัปดาห์นี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีความชัดเจน พรรคเพื่อไทยเตรียมตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางไหน ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกลางออกมาอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งตามกำหนดการของพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะมีคำตอบให้สาธารณชนทราบกลางงานสัมมนาประจำปีของพรรค ในระหว่างวันที่ 28-29 ก.ค.
คำถามที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ที่คำวินิจฉัยกลางอย่างเป็นทางการจะมีอะไรแตกต่างจากการแถลงคำวินิจฉัยยกคำร้อง เมื่อวันที่ 13 ก.ค.หรือไม่
ในมุมนี้ สมฤทธิ์ ไชยวงค์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงว่า คำวินิจฉัยกลางจะเน้นเนื้อหาใน 4 ประเด็นสำคัญที่ได้วินิจฉัย ได้แก่ 1.ศาลมีอำนาจรับฟ้องหรือไม่ 2.การแก้ไขมาตรา 291 ที่เป็นผลให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทำได้หรือไม่ 3.เป็นการกระทำล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ และ 4.ยุบพรรคหรือไม่
คำยืนยันของโฆษกศาลแสดงให้เห็นว่าในสาระสำคัญของคำวินิจฉัยจะไม่มีความแตกต่างจากสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้แถลงไว้ เมื่อวันที่ 13 ก.ค.
โดยศาลรัฐธรรมนูญแถลงในปมปัญหาเรื่องการแก้ไขมาตรา 291 เอาไว้ว่า “เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อน ว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 291”
ถ้อยคำดังกล่าว ได้นำมาซึ่งการตีความกันไปคนละทิศทางของพรรคเพื่อไทยอย่างเห็นได้ชัดเป็น 2 ฝ่าย ดังนี้
ฝ่ายที่ 1 ให้โหวตวาระ 3 นำโดย กลุ่มแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย การเสนอแนวทางนี้ด้านหนึ่งเพราะต้องการหักหน้าศาลรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นคู่รักคู่แค้น
ประกอบกับเมื่อเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครอง และการระบุว่า ให้ทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้มีผลผูกมัด เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นเอาไว้หลายครั้ง ดังนั้นรัฐสภาก็ควรใช้อำนาจนิติบัญญัติลงมติผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประสบผลสำเร็จเสียทีหลังจากยื้อยุดฉุดกระชากกันมานาน
ฝ่ายที่ 2 แก้ไขเป็นรายมาตรา แนวคิดนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้โยนหินถามทางออกมาเพื่อต้องการปรามไม่ให้ สส.บางกลุ่มในพรรคแสดงบทบู๊เกินเหตุ โดยได้พยายามชี้ให้เห็นว่าหากฝืนโหวตวาระ 3 ก็จะนำมาสู่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความต่อมาแน่นอน ในข้อหากระทำการขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่พรรคเพื่อไทยจะโดนยุบพรรค
ที่สำคัญฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ยังได้ตอกกลับฝ่ายที่เสนอให้โหวตวาระ 3 ว่าหากทำเช่นนั้นจะนำความเดือดร้อนมาให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะต้องเป็นผู้นำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายหลังจากรัฐสภามีมติ ซึ่งความคลุมเครือว่าด้วยเรื่องความชอบของกฎหมายที่ยังไม่เป็นที่ยุติ แบบนี้อาจไม่เป็นผลดีต่อนายกฯ ที่ต้องมารับเผือกร้อนโดยไม่ได้ตั้งใจ
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็ยังมีประเด็นที่เห็นพ้องร่วมกัน คือ การไม่สนับสนุนทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหตุผลเดียวที่มีความคิดเห็นเหมือนกันเป็นเพราะกลัวประชามติไม่ผ่าน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า อาจต้องใช้ถึง 12 ล้านเสียงจากผู้มีสิทธิออกเสียง 24 ล้านคน เพื่อให้การประชามติเป็นหลังพิงนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ ถือว่าเป็นจำนวนตัวเลขที่สูงมาก จึงเสี่ยงเกินไปที่จะลองของร้อนแบบนี้
จากความไม่เป็นเอกภาพ ทำให้พรรคเพื่อไทยตัดสินใจรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างเป็นทางการเพื่อป้องกันความผิดพลาด เพราะรัฐบาลคงอยู่ลำบากในระยะยาวแน่ หากต้องมาตกม้าตายโดยมีต้นเหตุมาจากความเร่งรีบจนขาดความรอบคอบของตัวเอง ซึ่งฝ่ายตรงข้ามพร้อมซ้ำทันทีที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ
ไม่เพียงเท่านี้ การรอครั้งนี้พรรคเพื่อไทยหวังจะได้ประโยชน์จากลายลักษณ์อักษรของศาลรัฐธรรมนูญ จากคำวินิจฉัยกลางเพื่อนำไปสกัดเป็นใบเบิกทางแก้รัฐธรรมนูญ ประเมินทิศทางคำวินิจฉัยกลางที่กำลังจะเผยแพร่เร็วๆ นี้ ถึงไม่มีอะไรแตกต่างในสาระสำคัญ แต่ในปัญหาที่เป็นประเด็นขณะนี้ผนวกกับข้อห่วงใยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายคนก่อนหน้านี้ ที่แสดงความประสงค์ไม่ต้องการให้รัฐสภาดำเนินการอะไรที่ไม่เหมาะสม จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจเขียนถ้อยคำให้กระจ่างมากขึ้น ในลักษณะกำหนดขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เช่น ศาลรัฐธรรมนูญอาจระบุในคำวินิจฉัยกลางลงไปว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะต้องมีกระบวนการอย่างไร และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องทำประชามติ หรือถ้าจะแก้ไขเป็นรายมาตราอาจย้ำชัดว่าเป็นดุลยพินิจของรัฐสภา แต่หากเป็นกรณีการแก้ไขรายมาตราหลายมาตราเชื่อมโยงกันที่อาจเสมือนหนึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จำเป็นต้องทำประชามติหรือไม่ เป็นต้น
ที่สุดแล้วไม่ว่าถ้อยคำในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร การเมืองไทยคงหนีไม่พ้นปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยคงจะเร่งเครื่องแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดที่ยังแตกต่างกันสุดขั้วในเวลานี้ โดยใช้คำวินิจฉัยนี้เป็นวีซ่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ







