posttoday
ระวังโปรเจกต์น้ำ...ซ้ำรอยมรดกบาปโฮปเวลล์

ระวังโปรเจกต์น้ำ...ซ้ำรอยมรดกบาปโฮปเวลล์

21 กรกฎาคม 2555

หลังจากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ออกมาติงกระบวนการจัดทำทีโออาร์น้ำมูลค่า 3 แสนล้านบาท

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

หลังจากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ออกมาติงกระบวนการจัดทำทีโออาร์น้ำมูลค่า 3 แสนล้านบาท อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบางบริษัทที่ปรึกษาของไทย และบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่จากต่างชาติ รวมถึงได้เสนอให้ยกเลิกกระบวนการจัดทำทีโออาร์ฉบับนี้ออกไปก่อน ดังนั้น ปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ต้องรับโจทย์ไปขบคิด ก่อนจะชี้แจงให้กับบริษัทที่รับกรอบแนวคิดไปแล้ว ในวันที่ 24 ก.ค.นี้

ประเด็นที่เป็นข้อกังขามากที่สุดในรายละเอียดการนำเสนอกรอบแนวคิด 8 หน้า ก็คือ ข้อที่ 2.2 ซึ่งระบุไว้ว่า “ผู้ยื่นข้อเสนอต้องเคยมีผลงานด้านการออกแบบระบบการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ หรืองานออกแบบหรือก่อสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

หรืองานออกแบบ หรือก่อสร้างระบบป้องกัน หรือแก้ไขปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้งในช่วงระหว่างปี 2545-2555 ในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ มูลค่าการก่อสร้างไม่น้อยกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันในกรณีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นกลุ่มของนิติบุคคลในลักษณะกิจการค้าร่วมนั้น ผลงานที่จะนำมานับรวมเข้าด้วยกันจะต้องมีมูลค่าการก่อสร้างไม่ต่ำกว่าผลงานละ 2,000 ล้านบาท”

สุวัฒนา จิตตลดากร อาจารย์ประจำภาควิชาทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหนึ่งในคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ ขยายความว่า ข้อนี้คือข้อที่อันตรายมาก และจะสร้างปัญหาตามมาอีกมากมายในอนาคต เนื่องจากย้อนไปดูบริษัทที่รับงานออกแบบหรือก่อสร้างระบบป้องกันแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับน้ำในไทยในวงเงินดังกล่าวนั้น มีบริษัทที่ปรึกษาอยู่เพียง 4-5 บริษัทเท่านั้น ที่สามารถรับงานได้ ต่างจากบริษัทต่างชาติที่ใช้วงเงินเพียงเล็กน้อย

ระวังโปรเจกต์น้ำ...ซ้ำรอยมรดกบาปโฮปเวลล์

 

“ปัญหาสำคัญ คือ ทำไมรัฐบาลต้องฝากอนาคตของประเทศภายใต้โครงการนี้ไว้กับบริษัทที่ปรึกษา หรือบริษัทเดียว หรือบริษัทเครือข่ายเพียงไม่กี่บริษัท วันนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นบริษัทไทยหรือบริษัทต่างชาติ ที่รู้ก็คือบริษัทเหล่านี้อยู่นอกเหนือการตรวจสอบของสังคมว่า กบอ.ใช้เกณฑ์อะไรประเมินว่าบริษัทเหล่านี้รู้เรื่องลุ่มน้ำจริงอย่างที่ กบอ.ต้องการ” สุวัฒนา ระบุ

ย้ำอีกว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด และฟังความคิดเห็นชาวบ้านอีกด้วย แต่ในโครงการนี้ไม่เปิดช่องให้มีการศึกษาในโครงการเขื่อนแม่วงก์ หรือเขื่อนแก่งเสือเต้น แม้กรมชลประทานอาจเคยทำวิจัยและทำแบบแผนการก่อสร้างไว้ตั้งแต่ 10-20 ปีก่อน แต่ในวันนี้ต้องมองว่าลุ่มน้ำมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างไร รวมถึงสภาพป่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

“ข้อมูลแนบท้ายใน 3-4 หน้าหลัง ผมยังไม่เห็นการศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบ หรือจุดประสงค์ชัดๆ ว่าในโครงการเหล่านี้ รัฐบาลได้ศึกษาข้อมูล หรือได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง” สุวัฒนา กล่าว

อีกข้อก็คือ เอกสารที่ใช้ในการประมูลมีเฉพาะภาษาไทยเท่านั้น ซึ่งหลักสากลจำเป็นต้องมีเอกสารภาษาอังกฤษด้วย แต่ในกรณีนี้กลับให้บริษัทรับเอกสารไปแปลข้อความกันเอาเอง โดย สุวัฒนา เป็นห่วงว่าในอนาคตอาจนำไปสู่การฟ้องร้องกันไม่รู้จักจบจักสิ้น

“สุดท้ายคำถามก็คือ ทำไมทุกโครงการจะต้องฝากอยู่ภายใต้บริษัทเดียวที่รับงานไปและดูแล ทั้งที่ถ้ากระจายงานลงไปยังผู้รับเหมาไทยที่มีเป็นสิบเป็นร้อยราย คอยช่วยกันทำทีละโครงการ ก็อาจจะเป็นการช่วยลงแขก” อาจารย์ประจำภาควิชาทรัพยากรน้ำ กล่าว

ข้อเสนอของ สุวัฒนา ก็คือ เป็นไปได้หรือไม่หากโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ในเอกสารประกอบท้ายเล่ม อย่างอ่างเก็บน้ำแม่แจ่ม อ่างเก็บน้ำแก่งเสือเต้น อ่างเก็บน้ำน้ำปาด หรืออ่างเก็บน้ำแม่วงก์ จะมีกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งต้องเจอแรงเสียดทานเช่นในอดีต เช่น เขื่อนแก่งเสือเต้น ที่โครงการต้องพับไปมากกว่า 20 ปี

สุวัฒนา สรุปว่า หากไม่ระวังให้ดีนี่คือการเอาเงินของชาติไปผลาญกว่า 3.5 แสนล้านบาท โดยที่ไม่ทราบวัตถุประสงค์ ไม่ทราบผลลัพธ์ และไม่รู้ว่าต้องการอะไร และจะกลายเป็นซากปรักหักพังที่ใหญ่กว่าโครงการรถไฟฟ้า และทางด่วนโฮปเวลล์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ทั้งนี้ วสท.จะนัดประชุมและจัดเสวนาเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 30 ก.ค.นี้ หลังจากได้ฟังคำชี้แจงจากประธาน กบอ. ในวันที่ 24 ก.ค.นี้

ระวังโปรเจกต์น้ำ...ซ้ำรอยมรดกบาปโฮปเวลล์

 

ขณะที่ ทีฆวุฒิ พุทธภิรมย์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็พบข้อผิดพลาดในเอกสารโครงการที่กำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมในทีโออาร์ในรูปแบบของกลุ่มนิติบุคคล สามารถร่วมทุนในรูปแบบกิจการค้าร่วม (Consortium) หรือรูปแบบของกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ก็ได้ ซึ่งในแง่นี้จะยิ่งอันตรายมากขึ้น เพราะรูปแบบของกิจการค้าร่วมนั้น ให้บริษัทที่ประมูลโครงการได้รับผิดชอบงานส่วนของตัวเองเท่านั้น หากเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ต่างจากกิจการร่วมค้าที่ให้ทุกบริษัทต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ควรจะให้ทุกบริษัทรับผิดชอบร่วมกันมากกว่า หากผู้ประกอบการรายไหนทิ้งงาน บริษัทลูกหรือผู้ร่วมโครงการจะเป็นผู้รับผิดชอบร่วม

“การประกวดราคาโครงการขนาดใหญ่ทั่วโลก ส่วนมากจะให้เป็นรูปแบบของกิจการร่วมค้าเท่านั้น เนื่องจากสามารถกระจายความเสี่ยงกรณีที่โครงการล้มเหลว หรือไม่เป็นไปตามสเปกที่กำหนดไว้ ซึ่งกำหนดให้ทุกบริษัทในนามกิจการร่วมค้าต้องร่วมกันรับผิดชอบในการแก้ไขงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นหากบริษัทที่ประมูลได้อยู่ภายใต้กลุ่มนิติบุคคลในนามกิจการค้าร่วม ก็ย่อมสร้างความเสี่ยงให้รัฐบาล หากโครงการไม่บรรลุวัตถุประสงค์” ทีฆวุฒิ ระบุ

ธงชัย พรรณสวัสดิ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะเรียกเอกสารดังกล่าวว่ากรอบแนวคิด (Conceptual Plan) หรือว่าข้อกำหนดผู้ว่าจ้าง (ทีโออาร์) เนื่องจากในข้อ 1.6 ของเอกสาร ระบุว่า “รัฐบาลไทยจึงประสงค์ที่จะเชิญชวนผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และผลงานในการออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เสนอกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย” ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ก็หมายความว่า รัฐบาลต้องการให้บริษัททั้งไทยและต่างชาติเข้ามาระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาน้ำเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม ข้อ 2.2 กลับระบุให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องเคยมีมูลค่าการสร้างไม่น้อยกว่า 3 หมื่นล้านบาท และที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ เอกสารประกอบ 3 เล่มด้านท้าย ระบุชัดเจนว่ามีกี่โครงการที่บริษัทจะต้องเข้ามาทำ และระบุงบประมาณไว้อย่างชัดเจน จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า มีการล็อกสเปกให้บริษัทต่างชาติบางบริษัทเข้ามาประกวดราคางานนี้หรือไม่ ขณะเดียวกัน เมื่อมีโครงการรวมถึงงบประมาณที่ใช้ในแต่ละโครงการระบุไว้ชัดแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่า กบอ.ยังต้องการอะไรจากบริษัทที่ประกวดราคาชนะอีก

“ผมคุยกับเพื่อนวิศวกรอาวุโส แต่ละคนก็ต่างอ่านไม่รู้เรื่องว่ารัฐบาลต้องการอะไรจากบริษัทขนาดใหญ่ หรือจากวิศวกร เพราะข้อมูลต่างๆ กรมชลประทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเคยศึกษาไว้แล้ว ซึ่งก็กำหนดไม่ได้ว่าในอนาคตคนไทยจะได้อะไรจากโครงการเหล่านี้ และต้องการความรู้จากต่างชาติในการพัฒนาอะไร ซึ่งในเมื่อวิศวกรไทยยังอ่านไม่รู้เรื่อง ทีโออาร์นี้ก็ลำบาก” ธงชัย กล่าว

เขาย้อนถามด้วยว่า ในเมื่อรัฐบาลนี้แถลงต่อประชาชนว่า จะใช้แผนทั้งหมดในการแก้ปัญหาน้ำท่วม อันเป็นผลมาจากมหาอุทกภัยปี 2554 แล้ว เพราะเหตุใดจึงมีรายละเอียดของการปลูกป่าต้นน้ำ หรือการปรับปรุงสภาพลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำชี หรือลุ่มน้ำมูลอยู่ด้วย ทั้งที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมภาคกลาง

จึงอยากถามว่า ที่รัฐบาลเสนอต่อรัฐสภาว่าต้องกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อทำโครงการป้องกันน้ำท่วมเร่งด่วนคืออะไร

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท