
ละครการเมือง
ปรากฏการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นได้โดย 3 สาเหตุ หนึ่งคือ โดยธรรมชาติ สองคือ อุบัติเหตุ และสามคือ โดยการสร้างสรรค์หรือเขียนบทขึ้นมาเอง
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ปรากฏการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นได้โดย 3 สาเหตุ หนึ่งคือ โดยธรรมชาติ สองคือ อุบัติเหตุ และสามคือ โดยการสร้างสรรค์หรือเขียนบทขึ้นมาเอง
ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นโดยเหตุธรรมชาติในด้านดีก็เช่น การสร้างคุณงามความดีหรือบุญบารมีเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนอื่น ส่วนในด้านร้ายก็เช่น การแย่งชิงอำนาจและการแสวงหาประโยชน์เข้าตนเอง เหตุที่เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติก็เพราะว่าเกิดจากแรงจูงใจหรือสันดานดิบของมนุษย์ที่ว่า ถ้าไม่ทำดีก็ต้องทำชั่วที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
สำหรับอุบัติเหตุทางการเมืองก็เหมือนกับอุบัติเหตุโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นโดยเหตุที่ไม่อาจคาดฝัน เป็นต้นว่า การปฏิวัติรัฐประหาร หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันในชีวิตทางการเมืองของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เช่น ถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือติดคุก ฯลฯ อันเป็นสิ่งที่คนเหล่านี้ไม่ปรารถนาหรือแสวงหาและสร้างขึ้น แต่อาจจะเป็นเรื่องของเวรกรรม (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ความระยำ”) โดยไม่ได้ตั้งใจหรือนึกไม่ถึง
ส่วนที่เกิดจากการสร้างสรรค์หรือเขียนบทขึ้น ก็เป็นเรื่องของการกำหนดจุดมุ่งหมายขึ้นมาของนักการเมืองคนนั้นๆ เอง รวมทั้งกำหนดวิธีการหรือกระบวนการขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เช่น การสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และการสร้างความนิยมทางการเมือง เหล่านี้เป็นต้น ที่อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ละครการเมือง” ก็ได้
ที่น่าเบื่อก็ตรงที่นักการเมืองของเราชอบสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองแบบละครนี่แหละ เพราะแทนที่ท่านๆ ทั้งหลายจะสร้าง “ละครน้ำดี” แต่กลับสร้างเป็นแต่ “ละครน้ำเน่า” คือเอาตัวเองเด่นดังเข้าว่า ส่วนผู้ชมคือประชาชนพลเมืองไทยจะย่ำแย่เสียความรู้สึกอย่างไรท่านไม่สนใจ ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ท่านคิดอยากจะทำอะไรก็ได้ แม้แต่ในเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนศีลธรรม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือพฤติกรรมของท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลายในรัฐสภา โดยเฉพาะในเวลาที่มีการถ่ายทอดสด ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นโอกาสที่ท่านเหล่านี้จะได้ “ออกแสดง” อย่างเต็มฝีมือ ดังนั้นเราจึงได้เห็นทั้งความก้าวร้าว กักขฬะ และยโสโอหัง เหมือนว่าการเป็นผู้แทนราษฎรต้องแสดงอากัปกิริยาเช่นนั้นให้เป็นนิสัย แต่ดูไปดูมากลับเป็นสันดาน คือนิสัยถาวรที่แก้ไม่หาย กระทั่งหลายคนเชื่อว่านี่คือ “กรรมพันธุ์” ของนักการเมืองยุคใหม่
บางคนอาจจะโทษสื่อโทรทัศน์ที่เป็นสาเหตุในการสร้างลักษณะนิสัย (สันดาน) แย่ๆ ให้แก่นักการเมืองเหล่านี้ โดยให้เหตุผลว่าก่อนหน้าที่จะมีการนำการอภิปรายในสภามาออกอากาศ ไม่ใคร่จะพบว่านักการเมืองไทยจะได้แสดงอภินิหารเลวๆ แบบนี้เท่าใดนัก ย้อนไปสมัยก่อนนั้นก็มีการอภิปรายออกอากาศทางวิทยุ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีอะไรที่ชั่วช้าหยาบคายอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ แถมยังได้ดาวสภาออกมามากมาย และที่กลายเป็นตำนานก็มีอยู่หลายคน
ดาวสภาในยุคแรกตั้งแต่สภาใน พ.ศ. 2489 ก็เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ได้ชื่อว่า “สส.ปากตะไกร” ด้วยลีลาการอภิปรายที่เฉียบคมและเชือดเฉือนด้วยสำนวนโวหารที่เผ็ดร้อน ที่สำคัญคือ คนที่ถูกเชือดเฉือนถึงกับถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ด้วยข้อมูลที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้นำมาอภิปราย ถึงขั้นเสียผู้เสียคนหมดอำนาจวาสนาไปก็หลายคน ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการขึ้นเงินเดือนให้กับ สส.ผู้ทรงเกียรติ ซึ่งก็รวมถึงท่านอยู่ด้วย แต่เมื่อ สส.ส่วนใหญ่โหวตเอาชนะ ท่านก็ลาออกจาก สส.เลยทันที จนมีชาวบ้านเอาแผ่นทองมาปิดที่ตัวท่าน
อีกครั้งหนึ่งในปี 2518 ที่ท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพี่ชายคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้น ท่านแฉถึงความโกหกตอแหลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ท่านรู้จักดี เพราะท่านตั้งมากับมือ (เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก) เพราะถ้าใครไม่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็เป็นคนเลวหมด แม้กระทั่งน้องชายตนเอง (คือท่านที่เป็นน้องชาย ม.ร.ว.เสนีย์) แล้วก็ร่ายยาวถึงความไม่น่าไว้วางใจของรัฐบาลชุดนี้ไปอีก ใช้เวลาเพียง 15 นาที ก่อนที่สภาจะลงมติไม่ไว้วางใจและท่านต้องกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง ทั้งที่มี สส.เพียง 18 คน
พรรคประชาธิปัตย์ในยุคปัจจุบันอาจจะไม่เป็นเหมือนสมัยนั้น เพราะในช่วงเวลาเดียวกันในสมัยนั้นก็มีดาวสภาของพรรคเกิดขึ้นมากมาย เช่น คุณสมัคร สุนทรเวช ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สภาใน พ.ศ. 2512 ผู้เป็นเจ้าของลีลาโยกคลึงจนมีแม่ยกเป็นอันมาก ในยุคเดียวกันนั้นก็มีดาวสภาที่ค้างฟ้ามาจนถึงปัจจุบันคือ คุณชวน หลีกภัย ผู้ได้ฉายาว่า “ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง” จากนั้นก็มีคุณวีระ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วีระกานต์) มุสิกพงศ์ ผู้ได้ฉายาว่า “ไข่มุกดำ” และคุณเฉลิม อยู่บำรุง ผู้ได้ฉายาว่า “เหลิมดาวเทียม” เพราะเลียนแบบคุณสมัครได้เนียนมาก ทว่ามาภายหลังแกก็เป๋ไปมากจนได้ฉายาว่า “เป็ดเหลิม” กระทั่ง “เด็กเลี้ยงแกะ” และ “เถ้าแก่โรงน้ำแข็ง”
ทุกวันนี้เราไม่ค่อยได้เห็นลีลาดีๆ จากนักการเมืองในปัจจุบัน ประการหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบางคนก็ออกลีลาแนวเดิมๆ หรือเลียนแบบนักการเมืองยุคเก่า อย่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ชื่อว่า “ชวนน้อย” หรือ “ชวน 2” เพราะเลียนแบบคุณชวนมาตั้งแต่ไต่เต้ายังไม่ได้เป็น สส. และพอมาเป็นนายกฯ ก็ใช้ความนุ่มผสมกับการเสียดสีจนเหมือนคุณชวนเป๊ะ หรือหลายคนก็พยายามจะสร้างสไตล์ของตัวเอง แต่ก็ยังไม่โดดเด่น เพราะขาดเอกลักษณ์หรือยังไม่เข้าตาประชาชน
ด้วยเหตุนี้กระมังที่นักการเมืองในยุคนี้จำต้องสร้างอัตลักษณ์ให้ตัวเองมีความโดดเด่น ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้วยพฤติกรรมที่แรงๆ ไม่เฉพาะแต่น้ำเสียงที่จะต้องกระโชกโฮกฮาก หน้าตาท่าทางก็ต้องถมึงตึงเครียดให้อัปลักษณ์ตามไปด้วย ที่สุดความที่กลัวจะไม่ดังจึงต้องสร้างเรื่อง (หรือหาเรื่อง) ให้เอะอะมะเทิ่งหรือให้สาหัสจนเกือบเป็นอาชญากรรม เพียงเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวคือ “อยากดัง” จนกระทั่งเลยเถิดเข้าคุกเข้าตะรางเป็นอาชญากรเอาจริงๆ ก็มี
ปัจจุบันนี้ เราจึงมีนักการเมืองประเภทอึ่งอ่าง คางคก และกิ้งก่าอยู่เต็มสภา บ้างก็ว่าเป็นอาถรรพ์ที่รัฐสภามาตั้งอยู่ใกล้ๆ เขาดิน จึงมีการซึมซับความเป็นสัตว์นานาชนิดเข้ามาในสภา บ้างก็สงสารสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยเกรงว่าจะซึมซาบเอาความเลวร้ายจากนักการเมืองในฟากถนนนี้เข้าไปเต็มตัว จนทำให้สัตว์ดีๆ ที่อยู่ตามธรรมชาติต้อง “เสียสัตว์” ไปในที่สุดก็เป็นได้
บางทีละครการเมืองก็เป็นเหมือนละครสัตว์ คือมีการจัดตั้งเป็นคณะเที่ยวเร่ร่อนออกแสดงไปทั่วประเทศ อย่างที่เรียกว่าพรรคการเมืองหรือก๊กก๊วนการเมืองต่างๆ มีนายโรงหรือนายทุนเจ้าของพรรค เอ๊ย คณะละครสัตว์คอยควบคุมจัดการ สัตว์ที่เป็นตัวแสดงก็ถูกฝึกหรือมีความสามารถเฉพาะตัวโดดเด่นในการแสดงต่างๆ กัน และมีการจัดคิวการแสดงให้
การฝึกละครสัตว์นั้น หากสัตว์ตัวใดทำตามที่คนฝึกสั่งให้ทำได้ ก็จะได้รับอาหารหรือของกินที่สัตว์ชนิดนั้นๆ ชอบ ในรัฐสภาไทยก็เช่นเดียวกัน เริ่มแรกนั้น สส.จำนวนหนึ่งก็ถูกซื้อตัวมา จากนั้นก็มาฝึกให้ยกมือทำตามคำสั่งในการโหวตลงคะแนนเสียงต่างๆ เมื่อใครทำตามก็มีรางวัลใส่มือใส่ปากจนอิ่มหมีพีมัน บางทีก็ฝึกให้พูดหรือแสดงบทบาทตามที่ผู้มีอำนาจในพรรคต้องการ ในที่สุดสัตว์เหล่านี้ เอ๊ย สส.ก็เชื่องและเสียคนไปเพราะเสพรางวัลทั้งหลายจนงอมแงม
สัตว์ที่ถูกบังคับดังที่ว่ามานั้นออกจะน่าสงสารและพอให้อภัยได้ เพราะไม่ได้เสียนิสัยมาตั้งแต่เกิด ทว่ายังมีสัตว์บางจำพวกที่ทะลึ่งสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สัตว์พวกนี้จะชอบแสดงบทบาทเอาอกเอาใจนายได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ มีนิสัยละโมบโลภมากอยู่เป็นสันดาน ดังนั้นแม้ไม่มีใครฝึกก็สามารถแสดงออกได้เองอย่างละเมียดละไม
ใครเป็นใครในสภาก็มองดูกันและกันเอาเองเถิด







