
สับทีโออาร์น้ำ3.5แสนล.ส่อเอื้อบริษัทรายใหญ่
วิศวกรรมสถานฯชงรัฐบาลชะลอโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน หลังพบพิรุธทีโออาร์มีปัญหา ส่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทรายใหญ่
วิศวกรรมสถานฯชงรัฐบาลชะลอโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน หลังพบพิรุธทีโออาร์มีปัญหา ส่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทรายใหญ่
เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ได้จัดการเสวนาเพื่อประเมินผลรายละเอียดในการเสนอข้อกำหนดผู้ว่าจ้าง (ทีโออาร์) ภายใต้กรอบแนวคิด เพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปีญหาอุทกภัยของประเทศไทย มูลค่า 3.5 แสนล้าน ของรัฐบาล โดยมีคณะกรรมการวสท. นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชนร่วมหารือถึงความเหมาะสมของแนวทางภายใต้ทีโออาร์ดังกล่าว
นายสุวัฒน์ เชาวน์ปรีชา นายกวสท. เปิดเผยว่า ร่างทีโออาร์ดังกล่าวมีปัญหาในหลายจุด ตั้งแต่การระบุว่าทีโออาร์ดังกล่าวร่างขึ้นในฉบับภาษาไทยอย่างเดียว หากบริษัทต่างชาติต้องการเข้ามาร่วมโครงการก็ขอให้แปลเป็นภาษาของประเทศเหล่านั้นเอง ซึ่งผิดหลักการ เนื่องจากจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าบริษัทต่างชาติจะสามารถแปลความได้ถูกต้อง
ขณะเดียวกัน การกำหนดคุณสมบัติให้บริษัทที่เข้าประมูล ต้องเคยทำโครงการไม่ต่ำกว่า 2หมื่นล้านบาท หรือถ้าเป็นบริษัทร่วมทุนต้องมีผลงานในโครงการไม่ต่ำกว่า 2,000ล้านบาท ในระหว่างปี 2545-2555 อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทไทยรายใหญ่ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บริษัทหรือไม่ ขณะเดียวกันรายละเอียดในทีโออาร์ ก็ไม่ได้กำหนดว่าบริษัทที่ประมูลงานได้จะต้องทำหน้าที่เสนอโครงการเพียงอย่างเดียว หรือต้องก่อสร้างด้วย เพราะในทีโออาร์ระบุโครงการที่ศึกษาไว้ก่อน เช่น เขื่อนขนาดใหญ่ หรือการจัดทำทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) ไว้แล้ว
ทั้งนี้โครงการทั้งหมดที่ระบุในทีโออาร์ วิศวกรไทยก็สามารถให้คำปรึกษา รวมถึงเสนอแนะโครงการได้ ยกตัวอย่างเช่น การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ หรือการระบายน้ำลงอ่าวไทยให้รวดเร็วที่สุด โดยหากปล่อยให้มีการดำเนินการภายใต้ทีโออาร์ดังกล่าว หรือดำเนินการคัดเลือกจนได้บริษัทที่ชนะการประมูล จะสร้างปัญหาขึ้นในอนาคต โดยอาจเปรียบง่าย ๆ ว่าทีโออาร์ฉบับนี้ เหมือนกับการที่รัฐบาลที่อยากชอปปิ้งความคิดดี ๆ จากเอกชนโดยไม่เสียเงิน เพื่อให้ได้พิมพ์เขียวบางอย่างออกมาเท่านั้น ทำให้ไม่อาจมั่นใจว่าโครงการที่ออกมาจะมีความเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่
"วสท.จะเสนอให้รัฐบาลยกเลิกทีโออาร์ ในส่วนของโครงการขนาดใหญ่สำหรับแก้ปัญหาการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนออกไปก่อน ในการแถลงข่าวของรัฐบาลวันที่ 24 ก.ค.นี้ เนื่องจากทีโออาร์ฉบับนี้สร้างคำถามให้กับวิศวกร และสังคมในหลายข้อที่รัฐบาลไม่สามารถตอบได้ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่อย่างการสร้างเขื่อน หรือการผันน้ำนั้น อยากให้วสท.และวิศวกรไทยเข้าไปมีส่วนร่วมเสนอแนวคิดของตัวเองเพื่อทำพิมพ์เขียวการจัดกาทรัพยากรน้ำ ก่อนที่จะคัดเลือกบริษัทไม่กี่บริษัทให้เข้าไปทำงานอย่างไรก็ตาม วสท.จะไม่เข้าไปคัดค้านในโครงการเร่งด่วน หรือ โครงการที่ไม่ใหญ่มากอย่างการปลูกป่า หรือการพัฒนาต้นน้ำลำธาร"นายสุวัฒน์กล่าว
ด้าน นายไกร ตั้งสง่า อุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าดูตามคุณสมบัติที่เข้ามา จะเห็นได้ว่าเอื้อต่างชาติ เพราะการชลประทานหรือการระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม แท้ที่จริงแล้วคนไทยหรือวิศวกรไทยมีความสามารถในการทำเรื่องนี้ดีที่สุด
ทั้งนี้ หากต่างชาติได้รับการเสนอก็ต้องจ้างบริษัทคนไทยอยู่ดี ซึ่งต้องกลับไปคิดด้วยว่า หากบริษัทต่างชาติเหล่านั้นกลับไป ก็มีแต่คนไทยเท่านั้นที่บำรุงรักษา ฉะนั้น ควรกลับไปเขียนใหม่ว่า ต้องเป็นนิติบุคคลไทยเป็นหลักเท่านั้น
ขณะที่นายทีฆวุฒิ พุทธภิรมย์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การเสนอแนวคิดโครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้ การพิจารณาเอกสารก็ไม่ชัดเจน เนื่องจากในเอกสารระบุว่าผู้เสนอสามารถเสนอได้มากว่าจะได้รับการพิจารณา สามารถเลือกลุ่มน้ำได้ ซึ่งในทางปฏิบัติคิดว่าไม่ง่าย สับสน นอกจากนี้การทำโครงการขนาดใหญ่ ควรจะต้องผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน ซึ่งในร่างทีโออาร์ฉบับดังกล่าว ไม่ได้มีรายละเอียดว่ามีการประเมินอีไอเอแล้วหรือยัง ซึ่งเท่าที่ทราบมา หลายบริษัทเองก็ไม่กล้าเข้าไปร่วมเสนอโครงการดัวย เพราะกลัวว่าสุดท้ายจะมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง จนทำให้โครงการนี้ต้องยกเลิกไปในที่สุด จึงอยากให้รัฐบาลไปศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ชัดก่อนที่จะเริ่มต้นโครงการนี้
นอกจากนี้การที่รัฐบาลระบุภายในร่างทีโออาร์ว่า การกำหนดให้บริษัทที่เข้ามาร่วมในทีโออาร์เป็นไปในรูปแบบกิจการค้าร่วม (Consortium) มากกว่าจะเป็นรูปแบบของกิจการร่วมค้า (Joint Venture) จะยิ่งอันตรายมากขึ้น เพราะรูปแบบของกิจการค้าร่วมนั้น ให้บริษัทที่ประมูลโครงการได้ รับผิดชอบงานส่วนของตัวเองเท่านั้น หากเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ต่างจากกิจการร่วมค้า ที่ให้ทุกบริษัทต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ลักษณะนี้ ควรจะให้ทุกบริษัทรับผิดชอบร่วมกันมากกว่า หากผู้ประกอบการรายไหนทิ้งงาน บริษัทลูกหรือผู้ร่วมโครงการจะเป็นผู้รับผิดชอบร่วม
ทั้งนี้ ในที่ประชุม ตัวแทนบริษัทเกาหลีใต้ซึ่งได้รับหลักเกณฑ์ทีโออาร์ไปแล้ว ออกมากล่าวว่า ร่างทีโออาร์ดังกล่าว เกณฑ์ในการตัดสินตัวแทนใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสิน และหากต้องการข้อมูลจากกรมที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรน้ำ หรือกรมชลประทาน บริษัทร่วมทุนต่างชาติจะสามารถนำข้อมูลออกมาได้หรือไม่ ขณะเดียวกันเมื่ออ่านร่างทีโออาร์ 8 ข้อแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจว่ารัฐบาลต้องการอะไรจากบริษัทบ้าง ซึ่งรัฐบาลควรตัดสินใจให้ชัดเจนก่อน ประกาศนโยบายนี้ออกมา







