posttoday
8 ด้านความริเริ่มกระบี่

8 ด้านความริเริ่มกระบี่

18 กรกฎาคม 2555

เขียนไปถึงข้อริเริ่มกระบี่ หรือความริเริ่มกระบี่เมื่อฉบับที่แล้ว แต่ยังไม่ทันจบก็พอดีหมดเนื้อที่เสียก่อน

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เขียนไปถึงข้อริเริ่มกระบี่ หรือความริเริ่มกระบี่เมื่อฉบับที่แล้ว แต่ยังไม่ทันจบก็พอดีหมดเนื้อที่เสียก่อน เลยต้องมาต่อฉบับนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นความริเริ่มหรือข้อริเริ่มกระบี่ก็อันเดียวกัน เพราะแปลมาจากภาษาฝรั่งที่ว่า Krabi Initiative แต่เจ้าของเรื่องเขาใช้ “ข้อริเริ่ม” ก็เลยขอใช้ให้ตรงกันดีกว่า

ข้อริเริ่มกระบี่มีอยู่ด้วยกัน 8 ด้าน ซึ่งผู้เขียนได้พูดถึงไปแล้ว 3 ด้าน คือ

ด้านนวัตกรรมอาเซียนสู่ตลาดโลก (ASEAN Innovation for Global Market)

ด้านสังคมดิจิตอล สื่อใหม่และเครื่อข่ายสังคม (Digital Economy, New Media and Social Network) และ

ด้านเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology)

คราวนี้ขอไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่จะเข้าสู่ด้านอื่นๆ ที่เหลือต่อไปเลย โดยเริ่มจากด้านที่ 4

4.ความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ซึ่งที่จริงถ้ามองเฉพาะประเทศไทย ปัญหาการขาดแคลนอาหารไม่ใช่ปัญหาของประเทศ เราเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ จึงอยู่ที่การบริหารจัดการในปัจจุบันว่าทำอย่างไรจะให้ผู้บริโภคได้รับอาหารอย่างทั่วถึงกันในมาตรฐานที่ดีและราคาไม่แพงจนเกินไป คนกลางก็ไม่เอารัดเอาเปรียบมากจนผู้ผลิตยากจน อยู่ไม่ได้ และที่สำคัญจะรักษาความอุดมสมบูรณ์นี้ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคตได้อย่างไร แต่ถ้ามองอาเซียนทุกประเทศโดยรวม ที่มีประชากรที่ต้องเลี้ยงปากท้องกันถึง 600 ล้านคน แน่นอนว่าเรื่องความมั่นคงทางอาหารจะเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องอาหารหลักคือข้าว และโดยเฉพาะกับบางประเทศที่มีประชากรมาก การคมนาคมไม่สะดวก แล้วยังต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่เป็นประจำด้วย แน่นอนว่าหากจะต้องผลิตให้เพียงพอเพื่อสนองตอบความต้องการทางด้านอาหารแล้วละก็ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญทั้งในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การเพิ่มผลผลิต การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งไม่จำเป็นว่าเมื่อมีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้จะต้องเป็นเรื่องของการตัดแต่งพันธุกรรม หรือที่เรียกกันว่า GMO (Genetically Modified Organism) เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อโยงกับเรื่องของสีเขียวและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ดังนั้นในเรื่องความมั่นคงด้านอาหารภายใต้ข้อริเริ่มกระบี่นี้ จึงเป็นเรื่องของการเพิ่มผลิตภาพอาหารโดยใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมที่สุด รวมไปจนถึงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพใหม่ที่จะมารองรับความมั่นคงทางอาหารและพลังงานด้วย นอกจากนี้ ยังแถมไว้ด้วยว่าอาเซียนควรจะขยายความสามารถในการผลิตอาหารสู่ประเทศคู่เจรจา รวมทั้งจีนและอินเดียด้วย

ประโยคหลังนี้ผู้เขียนคิดว่าต้องมาดูกันอีกทีในรายละเอียดและการตีความว่าหมายถึงจะไปช่วยเขาผลิต หรืออาเซียนหวังจะส่งออกไปยังตลาดจีนและอินเดียกันแน่ เผอิญผู้เขียนไม่สามารถหาภาษาอังกฤษมาอ่านให้ชัดเจนได้ เพียงแต่คิดว่าอาเซียนน่าจะหวังว่าถ้าร่วมกันเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ นอกจากจะเลี้ยงคน 600 ล้านคนแล้ว ก็จะขายออกไปสู่ตลาดของจีนและอินเดียด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะว่านักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่พ่อค้าวาณิช จึงอาจมีความคิดเห็นที่ต่างออกไปได้

5.ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) แน่นอนว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวนและเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานของโลกเพิ่มขึ้น และลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน เนื่องจากการใช้พลังงานแบบเดิมๆ ด้วย

6.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (Water Management) เรียกว่าเรื่องนี้ทันสมัยมาก เพราะอาเซียนมองว่าควรมีการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิผล เพื่อสร้างหลักประกันในการเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดว่าควรส่งเสริมนวัตกรรมในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ การบำบัดน้ำเสีย และที่สำคัญซึ่งผู้เขียนมองว่าทันสมัยกับบ้านเรามากก็คือ ได้รวมเรื่องการบรรเทาภัยพิบัติจากน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำไว้ด้วย

7.ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ (Biodiversity for Health and Wealth) อาเซียนเป็นภูมิภาคหนึ่งในโลกที่อุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ จึงต้องการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาพ ซึ่งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถมีบทบาทสำคัญในการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ พัฒนาวิธีอนุรักษ์ที่มีประสิทธิผล และสร้างคุณค่าจากความหลากหลายทางชีวภาพได้ รวมถึงการประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา พลังงาน ฯลฯ

8.วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Science and Innovation for Life) ซึ่งนับเป็นข้อสำคัญมากข้อหนึ่งก็คือ การบ่มเพาะเยาวชนของอาเซียนให้มีความคิดสร้างสรรค์และชื่นชอบในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะหลายๆ ท่านคงจะได้เห็นว่าเด็กๆ ของเราจะหมกมุ่นอยู่กับความฟุ้งเฟ้อ การเป็นนักร้อง นักแสดง หรือถ้าไม่ได้ก็เป็นแฟนคลับก็ยังดี มีเด็กกี่เปอร์เซ็นต์ที่มุ่งมั่นจะเรียนวิทยาศาสตร์และออกมาประกอบอาชีพในสายนี้ หรือเป็นนักวิจัย หากจะเรียนวิทยาศาสตร์ก็มุ่งไปเป็นหมอ หรือไม่จบแล้วก็เบี่ยงเบนเข็มไปทางการบริหาร การตลาด เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ การปลูกฝังให้ชื่นชอบทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยอาเซียนจะร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในทุกระดับ ทั้งในโรงเรียน สถาบันอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้สู่การประกอบอาชีพ

ประการสุดท้ายนี้ ดูเป็นเรื่องใหญ่และไม่ใช่ง่ายๆ เพราะไม่ใช่แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่จะต้องเกี่ยวข้องกันหลายภาคส่วน รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ จึงต้องดูกันต่อไป โดยเฉพาะแผนงานที่อาเซียนวางไว้ว่าจะเป็นอย่างไร

ก่อนจบผู้เขียนต้องขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้มาประกอบการเขียน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท