posttoday
เศรษฐกิจติดหล่มม็อบเสื้อแดง

เศรษฐกิจติดหล่มม็อบเสื้อแดง

15 มีนาคม 2553

มหกรรมเสื้อแดงครั้งนี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่ แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดีกรีความรุนแรงของการชุมนุม

มหกรรมเสื้อแดงครั้งนี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่ แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดีกรีความรุนแรงของการชุมนุม

โดย...ทีมข่าวการเงิน

แล้วการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ตามนัดหมายของแกนนำ

แต่การชุมนุมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่ก็ได้มีการกรีธาทัพคนเสื้อแดงเดินผ่านย่านเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ถนนสีลม ราชประสงค์ หรือถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมพระบรมมหาราชวัง และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ

ต้องยอมรับว่าการชุมนุมใหญ่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภานั้น ดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วมีผลกระทบในเรื่องของการใช้จ่ายเงินของประชาชนในปลายไตรมาสแรกของปีนี้

 

เศรษฐกิจติดหล่มม็อบเสื้อแดง

หากไปเดินสำรวจตามห้างสรรพสินค้าในช่วงนี้ จะเห็นว่าเงียบกริบ แม้จะมีการลดกระหน่ำหรือกระตุ้นยอดขาย ประชาชนก็ไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยเหมือนเคย จะมีแต่คนไปแออัดในบริเวณของซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของบริโภคไปกักตุนไว้ เพราะไม่แน่ใจในสถานการณ์ว่าจะมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ปัญหาการเมืองจะไม่ฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาบอกว่าจะทบทวนตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจใหม่ โดยจะให้น้ำหนักกับปัจจัยทางการเมืองเพิ่มขึ้น

“ที่ผ่านมาอาจจะมีบางประเทศประกาศเตือนพลเมืองให้ระวังการเที่ยวในไทย ความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างเป็นเรื่องปกติ แต่อย่ามีเรื่องผิดกฎหมายหรือรุนแรงจะเรื่องดี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 4.5% รัฐบาลเห็นว่าเป็นไปได้ แต่รัฐบาลจะพยายามทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 4.7% ขึ้นไป ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองเป็นปกติเชื่อว่าเป้าหมายของรัฐบาลจะเป็นไปได้” นายกรัฐมนตรี ยืนยัน

แม้ว่าความมั่นใจจากฝ่ายรัฐบาลจะมีมาก แต่สำหรับเอกชนแล้ว ก็ไม่ได้มั่นใจมากเท่าที่ควรจะเป็น

นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยอมรับว่าไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร ณ ปัจจุบัน ธนาคารยังคงประมาณการจีดีพีไว้ที่ 3-4% โดยได้รวมปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองรวมถึงปัญหามาบตาพุดไว้แล้ว ซึ่งเป็นคาดการณ์ที่ต่ำกว่าสำนักอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ให้กรอบล่างไว้ที่ 3% กว่า ถึง 4%

นางวิวรรณ กล่าวว่า ความยุติธรรมนั้นขึ้นอยู่กับสายตาของคนมอง อยากเห็นความสงบ ความนิ่งทางการเมือง แม้หลายคนบอกว่าชินชากับการเมืองไทย แต่ความชินกับความชอบไม่เหมือนกัน

“ความมั่นใจจะมาเต็มที่ถ้ามีความชอบ ไม่อยากให้คนเบื่อและชินชากับการเมือง ขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยหลายปัจจัยมาพักใหญ่แล้ว ทั้งการส่งออก การลงทุนภาครัฐ โครงการไทยเข้มแข็ง การบริโภคภายในประเทศ การลงทุนฟื้นตัว ทำให้เราปรับประมาณการกรอบล่างจีดีพีที่ 2.5% เป็น 3% แต่ถามว่าจีดีพีจะได้รับความเสียหายเท่าไหร่ ตอบไม่ได้ แต่เสียดายหากให้การเมืองมาฉุดรั้งปัจจัยบวกเหล่านี้” นางวิวรรณ กล่าว

แต่ในความเห็นของนายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า หากการชุมนุมยืดเยื้ออาจเกิดภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจในพื้นที่ กทม. หากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะใช้วิธีการล้อมเมืองให้ กทม.เป็นอัมพาตเพื่อบีบรัฐบาล เพราะจะมีผลต่อการส่งออกที่ต้องผ่านกระบวนการทางการค้าใน กทม. รวมถึงเส้นทางลำเลียงสินค้าที่จะถูกตัดขาด ทำให้คนรู้สึกว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจได้

ขณะที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับม็อบก็จะไม่ออกมาง่ายๆ เพราะถ้าออกมาก็เท่ากับเดินตามเกมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จะทำให้อุณหภูมิทางการเมืองสูงขึ้น บรรยากาศทางเศรษฐกิจก็ยิ่งเสียหาย

ความเสียหายจากการบริโภคในประเทศหดตัวลงนั้น อาจจะไม่ทำให้จีดีพีลดลงมากนัก แต่หากการชุมนุมรุนแรงจนทำให้กระทบต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยว เหมือนตอนที่มีการปิดสนามบินของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ 2 ปีก่อน ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายรุนแรง

และตัวเลขความเสียหายจะไปปรากฏในตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสองของปีนี้

แม้การจับจ่ายของประชาชนจะลดลง แต่เครื่องยนต์สำคัญก็จะผลักดันเศรษฐกิจ ก็ยังมีอยู่

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นส่วนตัวมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ พร้อมยืนยันว่าการส่งออกของไทยยังสดใส ในไตรมาสแรกทางกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าตัวเลขการส่งออกไว้ที่ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และทั้งปีนี้ที่ประมาณ 173,800 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 14% ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ หากไม่มีเหตุการณ์อะไรทำให้สะดุด

สำหรับตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีมูลค่าทั้งสิ้น 13,723 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 30.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

และเมื่อคิดการส่งออกรูปเงินบาทในเดือนม.ค. มีมูลค่า 453,422 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 25% โดยสินค้าส่งออกทั้งสินค้าเกษตร/และอุตสาหกรรมเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมในภาพรวมขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกรายการ ขณะที่ตลาดส่งออกในภาพรวมทุกตลาดก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

เมื่อการส่งออกขยายตัว ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ม.ค. ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้น 29.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการฟื้นตัวกลับมาเป็นบวก 3 เดือนติดต่อกัน (พ.ยธ.ค. 2552 เพิ่มขึ้น 7.5% และ 30.7% ตามลำดับ) ซึ่งเป็นไปตามทิศการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และการส่งออกเดือน ม.ค.ที่ขยายตัวถึง 30.8% สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวได้ 27.8% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าว่า ปี 2553 ดัชนีอุตสาหกรรมจะขยายตัว 68%

ฉะนั้นความคาดหวังของรัฐบาล ที่จะให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งสี่ตัวทำงานพร้อมกัน คือ การใช้จ่ายภาครัฐ การใช้จ่ายและอุปโภคและบริโภคของเอกชน การลงทุน และการส่งออก เพื่อดันให้เศรษฐกิจโตได้ถึง 4.7-5% ที่นายกรัฐมนตรีหวังไว้ คงจะเป็นไปได้ยากเสียแล้ว

เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคของเอกชนจะสะดุด เพราะรัฐบาลไม่มีเวลาที่จะไปพิจารณางบไทยเข้มแข็งที่ยังค้างท่อ เนื่องจากต้องทุ่มเทเวลาไปดูสถานการณ์การเมือง และเอกชนเองก็ไม่แน่ใจ ทำให้ดัชนีความมั่นใจในการลงทุนลดลง การใช้จ่ายหรือลงทุนใหม่ก็จะชะงักงัน

แม้นายกรัฐมนตรีจะพยายามสร้างความมั่นใจว่าเหตุการณ์การเมืองไม่กระทบเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงของคนที่ทำงานกลับยอมรับว่ามีผลแน่นอน

นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เบื้องต้น สศค. ประเมินผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า น่าจะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้น โดยเฉพาะเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และการท่องเที่ยว เนื่องจากคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ไม่อยากออกนอกบ้าน และไม่อยากออกไปเที่ยวต่างจังหวัด เพราะกลัวกลับเข้ามาไม่ได้ กระทบต่อการท่องเที่ยวในต่างจังหวัดทั้งในส่วนของที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า เอสเอ็มอีที่ขายของที่ระลึกในต่างจังหวัดมีรายได้ลดลง

จากที่ก่อนหน้านี้ สศค.ได้ประมาณการอัตราการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจในปี 2553 ว่า จะมีอัตราการขยายตัวที่ระดับ 34% และเชื่อว่าถ้าไม่มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาส่งผลกระทบ คาดว่าเศรษฐกิจปี 2553 น่าจะขยายตัวได้ดีกว่าที่ประมาณการไว้เมื่อต้นปี เนื่องจากยอดการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวได้ดี แต่หากมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามากระทบอาจส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ได้ อย่างไรก็ดีในวันที่ 29 มี.ค. นี้ สศค.จะมีแถลงการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2553 ใหม่

ผอ.สศค. กล่าวต่อไปว่า ต้องขอรอดูสถานการณ์อีก 2 วัน ว่าจะแรงมากน้อยแค่ไหน เบื้องต้นเห็นว่าทุกอย่างยังเรียบร้อย ทุกคนพยายามอยู่ในกรอบ ส่วนผลกระทบตอนนี้ยังเห็นว่าเป็นเรื่องระยะสั้นในเรื่องของการท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยในประเทศเท่านั้น ส่วนจะกระทบไปถึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศหรือไม่นั้นยังไม่รู้

ฉะนั้นมหกรรมเสื้อแดงครั้งนี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่ แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดีกรีความรุนแรงของการชุมนุม

แต่ที่แน่ๆ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนี้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะได้รับผลกระทบทั่วหน้า จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ทำมาหากินอยู่ในส่วนไหนของภาคธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท