
ภาคเศรษฐกิจการเงินไทยกับวิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซน?
หากประเมินความเสี่ยงของประเทศไทยว่ามี Exposure ต่อหนี้สินที่มีกับธนาคารต่างประเทศที่อาจจะดูว่ามากอยู่พอสมควรที่ 23%
โดย...โชติชัย สุวรรณณาภรณ์
หากประเมินความเสี่ยงของประเทศไทยว่ามี Exposure ต่อหนี้สินที่มีกับธนาคารต่างประเทศที่อาจจะดูว่ามากอยู่พอสมควรที่ 23% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2011 ตัวเลขนี้สามารถแบ่งออกเป็น 5% ของจีดีพีสำหรับภาคการธนาคารไทย 10% ของจีดีพีสำหรับภาคเอกชน (Nonbank) และ 8% สำหรับภาครัฐไทย
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยโดยรวมถือได้ว่ามี Exposure ที่น้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งจากข้อมูลของ BIS พบว่า เขตปกครองพิเศษฮ่องกง นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี Exposure มากที่สุดเฉลี่ย 120-230% ของจีดีพี
ในขณะที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี Exposure น้อยที่ 5-15% ของจีดีพี ดังนั้นจึงประเมินได้ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยในกรณีที่มีการ Deleveraging อย่างรุนแรงของธนาคารยูโร
อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าผมคิดว่าผู้กำหนดนโยบายของไทยยังคงเตรียมพร้อมเพื่อการตอบสนองเชิงรุกในกรณีของการ Deleveraging ของธนาคารต่างประเทศที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการตอบสนองทางนโยบายมหภาคผ่านนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินอาจมีข้อจำกัดมากกว่าเดิมก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกปี 2552 แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หรือภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในจุดที่ยังดีที่สามารถใช้นโยบายสนองตอบต่อแรงกระแทกทางเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังในลักษณะ Countercyclical เนื่องจากหนี้สาธารณะของเราค่อนข้างต่ำที่ 40% ของจีดีพีดีกว่าหลายประเทศ
แต่ในด้านนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเราที่แท้จริงตอนนี้อยู่ใกล้ศูนย์ ทำให้ผมคิดว่าช่องทางการดำเนินนโยบายการเงินของไทยอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ผู้กำหนดนโยบายของไทยยังคงมีทางเลือกอื่นๆ ของมาตรการในการรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงิน ในขณะที่สภาพคล่องในประเทศที่เพียงพอในระบบธนาคารไทยจะสามารถทนต่อภาวะ Deleveraging ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ขณะนี้ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 180 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่า 10 เดือนของมูลค่าการนำเข้า และมากกว่า 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ในขณะเดียวกัน ภูมิภาคนี้มีการขยายร่วมมือทางการเงินผ่านมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ ดังนั้น ในสถานการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด รัฐบาลอาจจำเป็นต้องมีโครงการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อกับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเช่น SMEs
นอกจากนี้ ภาคการธนาคารไทยมีงบดุลที่แข็งแกร่ง เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีและการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อัตราทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นที่ 1 (Tier 1 CAR) มีความเพียงพอที่ 15.3% สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ 8.5% ในขณะที่อัตราส่วนหนี้เสีย (Nonperforming Loan) อยู่ในระดับต่ำที่ 3%
ทั้งนี้ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา IMF ได้ประเมินความอ่อนไหว หากธนาคารยูโรโซนจะ Deleverage 2550% จะทำให้เงินกองทุนขั้นที่ 1 ในธนาคารพาณิชย์ไทยลดลงไปอยู่ที่ 14.5-14.8%
แน่นอนว่า สถานการณ์ Deleveraging ของธนาคารยุโรปมีความไม่แน่นอนสูง และอาจจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกันในหลาย Scenarios
ดังนั้น ภารกิจหลักของผู้กำหนดนโยบายคงจะต้องทำให้แน่ใจว่าระบบธนาคารในประเทศจะสามารถชดเชยด้านอุปทานของสินเชื่อภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในประเทศ อันจะเป็นการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินจากยุโรปได้ ซึ่งจากข้อมูลต่างๆ ประเมินได้ว่า ภาคการเงินของประเทศไทยน่าจะสามารถรับมือกับความวุ่นวายทางการเงินของยุโรปได้ครับ







