posttoday
คนไทยหลังแอ่นแบกหนี้ประชานิยม

คนไทยหลังแอ่นแบกหนี้ประชานิยม

17 กรกฎาคม 2555

ความเป็นห่วงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่มีต่อประเทศไทย

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ความเป็นห่วงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่มีต่อประเทศไทย ในเรื่องของภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ที่เป็นผลกระทบชิ่งมาจากฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐแตกนั้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้พูดตลอดเวลา

ไอเอ็มเอฟมีความเป็นห่วงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทั่วโลก จึงย่อมเกิดผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่ายุโรปได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินหรือปรับปรุงวินัยทางการคลังแต่ยังคงต้องปรับปรุงต่อไป โดยเศรษฐกิจยุโรปต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางด้านการเงิน ขณะที่สหรัฐมีหนี้สาธารณะสูงและมีข้อจำกัดด้านวิธีการงบประมาณเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว

ฟันธงไปเลยก็คือ กว่ายุโรปจะฟื้นตัวคงใช้เวลานานมาก

ฉะนั้น คำแนะนำจากไอเอ็มเอฟคือ รัฐบาลไทยต้องรักษาวินัยทางการคลังให้มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ต่ำกว่าระดับ 45% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพื่อรองรับวิกฤตยุโรปและโลก

รวมทั้งเป็นการเสริมเสถียรภาพที่แข็งแรง เพื่อนำไปสู่การเติบโตเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต่อไป

แต่คำเตือนเหล่านี้เหมือนจะดังไปไม่ถึงหูของผู้ดำเนินนโยบายการคลัง เพราะรัฐบาลยังตั้งหน้าตั้งตาที่จะก่อหนี้เพิ่มอีก เพื่อนำเงินมาลงทุนสร้างระบบสาธารณูปโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจ

การออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) กู้เงิน 2 ฉบับ รวม 3.5 แสนล้านบาท เพื่อมาลงทุนระบบน้ำนั้น หากกู้เต็มที่คาดว่าจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 40%

นอกจากไม่สนใจคำเตือนของไอเอ็มเอฟแล้ว รัฐบาลมีแผนที่จะเสนอให้ออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน วงเงิน 1.6-2 ล้านล้านบาท ในการเปิดสภาครั้งหน้า เพื่อนำเงินมาลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์

แม้รัฐบาลจะทยอยกู้เงินไม่ได้กู้ครั้งเดียวในทันที แต่หากรวมหนี้ทั้งหมดนี้แล้ว หนี้สาธารณะของไทยจะพุ่งกระฉูดเกินคาดอย่างแน่นอน

นี่ยังไม่รวมหนี้นอกงบประมาณที่รัฐบาลใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เข้าไปทำโครงการประชานิยมต่างๆ ของรัฐด้วย

หนี้นอกงบประมาณเหล่านี้จะไม่หนีไปไหน จะกลับมาในรูปของการตั้งงบประมาณแผ่นดินขึ้นมาเพิ่มทุนให้

หลังจากแบงก์รัฐต้องเป็นแขนขาสนองนโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถมมาอย่างหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา ก็ส่งผลกระทบให้แบงก์รัฐออกอาการอ่อนน้ำมันหมด

 

การปล่อยสินเชื่อสนองนโยบายรัฐบาลตลอดที่ผ่านมา ทำให้แบงก์รัฐทุนหายกำไรหด เงินกองทุนต่ำ ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้อีกต่อไป หากไม่ได้รับการเพิ่มทุนจากรัฐบาล

ในรายของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกอาการหนักกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาบริหารประเทศ มีการลดแลกแจกเงินให้กับรากหญ้าผ่าน ธ.ก.ส.เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าเป็นโครงการจำนำข้าวที่ต้องใช้เงิน 2-3 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ ธ.ก.ส.ต้องควักกระเป๋าออกให้ถึง 9 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพักหนี้ดีหนี้เสีย ที่ ธ.ก.ส.ต้องเข้าเนื้อไปอีก 6,000 ล้านบาท และยังมีหางเลขโดนเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากทำเงินไปอีก 8,000 ล้านบาท

ทั้งหมดทำให้ ธ.ก.ส.ถึงกับเงินหมดหน้าตักต้องขอคลังเพิ่มทุนให้ถึง 1 หมื่นล้านบาท เพื่อที่จะให้ธนาคารยังหายใจสนองนโยบายรัฐบาลปล่อยสินเชื่ออุ้มรากหญ้าต่อไปได้ ซึ่งการเพิ่มทุนดังกล่าว ธ.ก.ส.ต้องการให้คลังทยอยทำให้ได้ภายใน 3 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าธนาคารไม่เจอวิกฤตเงินหมดตุ้มไม่สามารถปล่อยกู้ได้อีกต่อไป

คนไทยหลังแอ่นแบกหนี้ประชานิยม

 

รายต่อมาเป็นธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ก็ออกอาการถังทุนแตกต้องขอคลังเพิ่มทุนจำนวน 3,000 ล้านบาท แต่คลังเจียดให้ในปีนี้ 600 ล้านบาท เนื่องจากงบประมาณปี 2555 ตึงตัว และเงินงบประมาณส่วนใหญ่ถูกทุ่มไปแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา

เอสเอ็มอีแบงก์เป็นธนาคารขนาดเล็ก แต่สนองนโยบายรัฐบาลแบบเกินตัวตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ทำให้ธนาคารมีผลงานด้านลบมากกว่าด้านบวก การขยายสินเชื่อที่โตเท่าตัว แต่ภายหลังก็กลายเป็นหนี้เน่า สร้างความเสียหายตกมาถึงทุกวันนี้

ธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์ นอกจากเป็นแขนขารัฐบาลปล่อยให้กับฐานเสียงรากหญ้าและผู้ประกอบการเกิดใหม่แล้ว ยังเป็นช่องทางให้นักการเมืองหากินมาขอกู้และก็ไม่ชำระหนี้ ทำให้หนี้เสียของธนาคารที่ผ่านมาเคยสูงขึ้นไปถึงกว่า 50% ซึ่งหากเป็นธนาคารพาณิชย์ความเสียหายมากมายขนาดนั้นคงต้องถึงขั้นปิดกิจการไปแล้ว

แต่ด้วยความที่เอสเอ็มอีเป็นแบงก์รัฐ เมื่อนักการเมืองสร้างความเสียหายก็นำเงินภาษีมากลบซากความเสียหาย โดยเอสเอ็มอีแบงก์เป็นธนาคารที่ต้องเพิ่มทุนมาต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รัฐต้องถอนขนห่านรีดเลือดกับปูไปถมเอสเอ็มอีแบงก์ถึง 1 หมื่นล้านบาท

แม้ว่าจะเป็นเงินจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เอสเอ็มอีแบงก์เป็นแบงก์ที่มีมาตรการที่ดีขึ้นมาได้ ธนาคารยังผลการดำเนินงานที่ขาดทุน การปล่อยสินเชื่อลดลงและหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น โดยหนี้เสียจำนวนไม่น้อยเป็นของนักการเมือง หรือพวกพ้องนักการเมือง ทำให้ธนาคารต้องอยู่บนเส้นทางวิบากกรรมต่อไป ขณะที่ประชาชนผู้เสียภาษีก็ต้องถูกรีดเงินไปกลบหนี้แบงก์นี้ไปอีกนานไม่รู้จบสิ้น

สำหรับแบงก์รัฐรายอื่นก็หนีไม่พ้นที่จะต้องขอเพิ่มทุนจากรัฐในอีกไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย แม้ว่าในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา จะได้รับเงินเพิ่มทุนถึง 9,000 ล้านบาท แต่วันนี้ธนาคารมีความต้องการเพิ่มทุนอีกไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปี เพื่อทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ต่ำกว่ามาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด

อิสลามแบงก์ แม้ว่า จะเป็นธนาคารเล็กแต่ ที่ผ่านมาปล่อยสินเชื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในทุกเรื่อง ตั้งแต่รากหญ้า หนี้นอกระบบ บัตรเครดิต แก้หนี้พักหนี้ ทำให้ทุนที่มีอยู่จำนวนมากลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะการปล่อยกู้มาก แต่ไม่ได้กำไร ทำให้ไม่มีเงินมาเติมทุนให้มากขึ้น สุดท้ายก็ต้องขอเพิ่มทุน

ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ได้รับเพิ่มทุนจากรัฐบาลที่แล้ว 5,000 ล้านบาท ถึงยังไม่มีความต้องการเพิ่มทุนในขณะนี้ แต่การต้องปล่อยกู้ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้คนมีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย ทำให้อาจจะต้องขอเพิ่มทุนในไม่ช้าเช่นกัน

เช่นเดียวกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ที่ได้รับการเพิ่มทุนจากรัฐบาลที่ผ่านมา 5,000 ล้านบาท วันนี้มีทุนขยายสินเชื่อโดยที่ไม่ต้องเพิ่มทุนอีก แต่วิกฤตยูโรโซนที่ทำให้ผู้ส่งออกเริ่มออกอาการไม่ดี และอาจบาดเจ็บล้มตายในอนาคต ทำให้เอ็กซิมแบงก์จะต้องงานหนักเร่งปล่อยสินเชื่อต่อลมหายใจผู้ประกอบการ ทำให้การขยายสินเชื่อต่อลมหายใจผู้ประกอบการส่งออก จนทุนเหลือน้อยและต้องขอเพิ่มทุนในที่สุด

ในจำนวนแบงก์รัฐ มีธนาคารออมสินที่ไม่เคยขอเงินภาษีเพิ่มทุน เพราะการดำเนินการที่ขยายตัวได้ดีในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก สินเชื่อ ที่ไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ปีที่ผ่านมาธนาคารมีกำไรถึง 2 หมื่นล้านบาท ส่งให้คลังถึงครึ่งหนึ่งที่เหลือสามารถไปเสริมทุนให้ธนาคารได้แข็งแกร่งอย่างไม่มีปัญหา

ต่างจากแบงก์รัฐรายอื่นที่เหลือ ที่มีกำไรเป็นหลักพันล้านบาท บางแห่งขาดทุน ขณะที่ขยายการสินเชื่อโตแบบก้าวกระโดดตามนโยบายรัฐบาล ทำให้ไม่มีกำไรมาเสริมทุนให้โตได้ทันการปล่อยสินเชื่อ จนต้องเป็นภาระภาษีในที่สุด

ปัญหาของแบงก์รัฐทุนไม่พอ เป็นการสะท้อนการดำเนินนโยบายรัฐบาลที่ใช้จ่ายเกินตัว มีการใช้จ่ายลดแลกแจกแถมจากเงินงบประมาณไม่พอ ก็มาใช้เงินนอกงบประมาณผ่านแบงก์รัฐ ทำให้แบงก์รัฐหลังแอ่นอย่างที่เห็น ต้องเรียงแถวขอเพิ่มทุน

การใช้จ่ายยังบานปลายต้องกู้เงินเป็นจำนวนมาก จนทำให้หนี้สาธารณะของไทยพุ่งจาก 42% เป็น 50% ในปีนี้ และอาจจะแตะ 60% ในปีหน้า โดยที่ผ่านมาทั้งกองทุนไอเอ็มเอฟ และ ธนาคารโลกออกมาเตือนการดำเนินนโยบายประชานิยมที่มากจนเกินความจำเป็น จะเป็นภัยฐานะการเงินการคลังของประเทศ แต่รัฐบาลก็เมินที่จะรับฟัง เพราะมองเรื่องคะแนนนิยมการเมืองมาก่อนความเสียหายของประเทศ

นักวิชาการประเมินตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ว่า นโยบายต่างๆ ของรัฐบาล จะสร้างภาระการเงินการคลังจำนวนมาก และจำนวนไม่น้อยจะถูกซ่อนอยู่ในแบงก์รัฐ

นักวิชาการคาดการณ์ว่า หากรัฐบาลไม่ใส่เกียร์ถอยหลังโครงการประชานิยม แต่กลับเดินหน้านับวันยิ่งทำมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาการเมืองคะแนนนิยมมีปัญหา ก็จะเสกโครงการประชานิยมสารพัดรูปแบบขึ้นมามัดใจฐานเสียง โดยไม่สนใจว่าต้องใช้เงินภาษีไปถมมากน้อยขนาดไหน

โครงการพักหนี้ดีเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินนโยบายพักหนี้เสียไม่เป็นที่ประทับใจรากหญ้า มีคนเข้ามาพักหนี้เสียน้อย รัฐบาลก็เดินหน้าพักหนี้ดี ทำให้แบงก์รัฐที่เข้าร่วมโครงการเงินหายไป 4.5 หมื่นล้านบาท ในทันที

หากรัฐบาลยังเดินหน้าประชานิยมไม่ลืมหูลืมตา คนไทยเตรียมแบกหนี้หลังแอ่นทั่วหน้ากันทั้งประเทศแน่นอนเมื่อมองไปข้างหน้า แบงก์รัฐยังต้องเจอมรสุมจากการทำตามนโยบายรัฐจำนวนมาก เช่น ธ.ก.ส. ที่จำนำข้าวรอบแรกต้องควักเนื้อถึง 9 หมื่นล้านบาท อีกไม่นานการจำนำรอบใหม่จะมาถึง ธ.ก.ส. ก็ต้องควักเนื้ออีกจำนวนมาก ยิ่งรัฐบาลระบายข้าวที่จำนำรอบแรกไม่ได้ ไม่มีเงินมาจ่ายคืนธนาคาร ยิ่งทำให้ ธ.ก.ส.มีปัญหาสภาพคล่องชักหน้าไม่ถึงหลัง

ยิ่งการจำนำข้าวปัญหาขาดทุนถึง 5 หมื่นล้านบาทในปีแรก การระบายข้าวไม่ได้ยิ่งทำให้ความเสียหายทวีมากขึ้น การที่ ธ.ก.ส. จะได้เงินมาหมุนรอบใหม่ยิ่งเป็นไปได้ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท