
ลัดเลาะขอบตะเข็บ AEC
ที่ตั้งหัวข้อไว้แบบนี้ เพราะต้องการจะเชิญชวนให้คิดถึงสิ่งที่เราในฐานะประชาชนคนไทย
โดย...สันติ ชัยศรีสวัสดิสุข
ที่ตั้งหัวข้อไว้แบบนี้ เพราะต้องการจะเชิญชวนให้คิดถึงสิ่งที่เราในฐานะประชาชนคนไทย น่าจะได้คำนึงถึงนอกเหนือไปจากข้อประเด็นต่างๆ ที่ระบุไว้ในกรอบความร่วมมือการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เพื่อเตรียมตัวให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่จะได้รับประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้อย่างเต็มที่
และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ จะได้มีทัศนคติเกี่ยวกับ AEC ในลักษณะของการแสวงหาความร่วมมือเพื่อการพัฒนาภูมิภาค โดยประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคมากกว่าการมีความคิดเฉพาะเรื่องของการแก่งแย่ง ช่วงชิงความได้เปรียบ (หรือกอบโกยผลประโยชน์เฉพาะส่วนตน) และเปรียบเทียบตลอดเวลาว่าประเทศใดจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศใดบ้าง (ถ้าได้ประโยชน์แต่จะได้ประโยชน์น้อยกว่า ก็จะมีท่าทีไปในทางที่จะไม่สู้อยากจะสนับสนุนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจนั้น) ซึ่งไม่ได้เป็นสาระสำคัญแต่อย่างใด เพราะการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะได้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคนในระบบเศรษฐกิจนั้นๆ มีความสามารถที่จะแสวงหาประโยชน์จากโอกาสที่เปิดกว้างมากขึ้นนั้นอย่างไรบ้าง
ถ้าคิดวิเคราะห์กันให้ดี ก็จะพบว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ประเทศไทยน่าจะได้เร่งดำเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการของการเจรจาทำความตกลงที่ดำเนินอยู่ ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นสิ่งที่เราควรจะได้ดำเนินการอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่มี AEC โดยในโอกาสนี้ ก็จะขอเชิญชวนให้คิดกันสัก 23 ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก คงจะต้องพูดถึงเรื่องการเร่งลดช่องว่างของการพัฒนา และช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจภายในประเทศ ระดับการพัฒนาของประเทศไทย ถ้าพิจารณาโดยภาพรวมจะพบว่าได้ก้าวผ่านระดับของการพัฒนาที่จะอาศัยการใช้ทรัพยากรการผลิตที่ว่าง (Idle Resources) หรือยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ไปเป็นระดับของการพัฒนาที่ต้องอาศัยการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรการผลิต
แต่ถ้าพิจารณาระบบเศรษฐกิจไทยเป็นรายพื้นที่ ก็จะพบว่าแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยมีระดับของการพัฒนาที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการผลิตที่เคลื่อนที่ได้ยาก ได้แก่ ที่ดิน ในขณะที่ทรัพยากรการผลิตที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย ได้แก่ แรงงานและทุน ถูกโยกย้ายเข้าไปสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในบางพื้นที่ตามแนวนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ กระแสทางการเมือง อิทธิพลของนักการเมือง ฯลฯ จนทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมีการกระจุกตัว พื้นที่หลายแห่งไม่ได้ถูกพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ จนทำให้เกิดความขัดแย้งของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กับกลุ่มทุนและแรงงานที่จะได้ประโยชน์จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรม ไปจนถึงข้อพิพาททางด้านมลภาวะและสิ่งแวดล้อม
ในบริบทของ AEC การพัฒนาที่กระจุกตัวของไทยนั้น ทำให้โอกาสในการใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศลดน้อยถอยลงอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการขาดการพัฒนาศักยภาพทางด้านการค้าและการลงทุนชายแดน (Border Trade and Investment) กรอบความร่วมมือ AEC จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรม การค้า และการลงทุนไปในภูมิภาค เพื่อยกระดับการพัฒนาในพื้นที่ที่ถูกทอดทิ้งให้สามารถไล่ตามระดับของการพัฒนาโดยเฉลี่ยของประเทศได้ การโยกย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมจากการสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน อาจเป็นเพียงการย้ายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งในประเทศไทยก็ได้ แทนที่จะเป็นการโยกย้ายจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปยังฐานการผลิตใหม่ในประเทศอื่น
ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งก็มีทัศนคติที่ไม่สู้จะถูกต้อง ว่าเราควรจะต้องพัฒนาตัวเองให้พร้อมที่จะแข่งขันได้เสียก่อน แล้วจึงไปดำเนินการตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น และด้วยแนวความคิดแบบนี้ ก็เป็นแรงผลักดันให้การทำความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจของไทยขาดความสมดุล ไม่เป็นธรรม และมีความลักลั่นอยู่มาก อุตสาหกรรมใดที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการได้รับการปกป้องคุ้มครองก็ไปผลักดันล็อบบี้ภาครัฐให้ใช้มาตรการทางการค้า ทั้งที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษีเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าต้นทุนของการให้การคุ้มครองนั้นไปตกอยู่กับใครบ้าง
แท้จริงแล้วการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการทำความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจ คือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการแข่งขัน ทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพในการผลิต เพิ่มผลิตภาพในการผลิตของปัจจัยการผลิตภายในประเทศ ดังนั้นจึงไม่ใช่ต้องรอให้พร้อมแล้วจึงไปทำความตกลง แต่น่าจะมองว่าทำความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจแล้ว จะมีส่วนช่วยในการยกระดับขีดความสามารถได้อย่างมาก และในที่สุดก็จะมีความพร้อมที่จะแข่งขันได้ในตลาดโลก
นอกจากนี้ ยังต้องตระหนักด้วยว่าการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนที่จะต้องทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และส่วนอื่นๆ ในสังคม จึงต้องมีการประสานงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถพัฒนาไปเป็นกลไกในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมีพลวัตและมีความยั่งยืน และกลไกที่ดีนี้ก็จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับความไม่มีเสถียรภาพ หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งที่มาจากปัจจัยภายในและต่างประเทศ
ประเด็นที่สาม เป็นเรื่องของบทบาทหน้าที่ของภาครัฐและเอกชน ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาและในอีกอย่างน้อย 12 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจโลกรวมทั้งเศรษฐกิจไทยจะเป็นช่วงเวลาที่ภาครัฐจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นด้วยเหตุผลจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจโลก บทบาทของภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาตินั้น ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างน้อย 2 ประการ คือ
1) รัฐจะมีวิธีในการชดเชยการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นตามภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างไร
และ 2) รัฐจะต้องมีบทบาทในลักษณะนี้อีกนานเท่าใด ข้อกังวลทั้งสองประการนี้ มีความเชื่อมโยงกับเรื่องแนวทางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกรอบความตกลง AEC ในแง่ที่ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดบ้างที่รัฐจะมีบทบาทในฐานะผู้ผลิตในตลาด และถ้ารัฐเป็นผู้ดำเนินการในกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นเอง การแข่งขันภายใต้กรอบความตกลง AEC ควรจะต้องเป็นอย่างไรจึงจะเป็นธรรมและไม่ก่อให้เกิดการผูกขาด
นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะต้องมีภาระหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการกำกับดูแลการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นการปิดโอกาสให้ต่างชาติ (รวมทั้งคนไทยเอง) ในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศอย่างไม่เป็นธรรม โดยคำนึงถึงเหตุผลทางด้านประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจประกอบด้วย







