กฎหมู่เหนือกฎหมาย ประเทศวุ่นวายไร้ขื่อแป
ในที่สุดการเดินทางของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ก็มาถึงวันตัดสิน คนไทยทั้งประเทศไม่เว้นแม้แต่คนทางไกล
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในที่สุดการเดินทางของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ก็มาถึงวันตัดสิน คนไทยทั้งประเทศไม่เว้นแม้แต่คนทางไกลต่างใจจดใจจ่อกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแบบลุ้นระทึก ว่ากระบวนการรื้อรัฐธรรมนูญจะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่
ไม่รู้ว่าที่สุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะพิพากษาเรื่องนี้อย่างไร แต่ความวุ่นวายกำลังเริ่มต้นอย่างเป็นทางการหลังวันที่ 13 ก.ค.
ต้องยอมรับว่าตลอด 1 สัปดาห์ก่อนวันนัดฟังคำวินิจฉัยได้เกิดการปลุกกระแสเพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญมากมาย โดยเฉพาะท่าทีของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แม้ว่าจะติดเบรกไม่ให้เหล่าสาวกไปชุมนุมหน้าศาลรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าตัวแกนนำกลับส่งสัญญาณในทางลบ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อบรรยากาศทางการเมืองในเวลานี้
“หากศาลวินิจฉัยเช่นนั้น (ล้มล้างการปกครอง) ประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คงจะไม่รับฟังคำตัดสินครั้งนี้แน่นอน และจะดำเนินการไปสู่การจับกุมศาล หากตำรวจไม่กระทำตาม ประชาชนก็จะดำเนินการเอง” ก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำเสื้อแดง ระบุ
เห็นแบบนี้แล้ว แทบไม่ต้องคิดต่อให้เสียเวลาเลยว่าเสื้อแดงจะต้องกำหนดยุทธวิธีเคลื่อนไหวนอกสภากดดันศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่ได้ดั่งใจ
ใช่ว่าการเมืองหลังจากวันพิพากษาคดีแก้รัฐธรรมนูญจะมีเพียงมหรสพเสื้อแดงเท่านั้น เพราะการขยายผลเอาผิดทางอาญาต่อคณะผู้เสนอแก้รัฐธรรมนูญยังจะตามมาแบบอีนุงตุงนังด้วย
มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว”
จากบทบัญญัติดังกล่าว หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองแล้วย่อมสามารถดำเนินคดีอาญากับผู้ที่กระทำการนี้ได้ด้วย
เท่ากับว่า ผู้ถูกร้องไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประธานรัฐสภา พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา งานเข้าโดยปริยาย
การนำไปสู่คดีอาญาสำหรับกรณีนี้ สามารถส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการได้ 2 ประการ
ดำเนินคดีอาญาชี้มูลความผิดก่อนยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ส่งสำนวนให้วุฒิสภาถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270-274
การขยายผลลักษณะนี้เคยมีกรณีเทียบเคียงให้เห็นเมื่อครั้ง “นพดล ปัทมะ” ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ โดยภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการลงนามในแถลงการณ์ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกับกัมพูชาขัดกับมาตรา 190 ต่อมา ป.ป.ช.ได้ไต่สวนและส่งสำนวนฟ้องศาลฎีกาฯ พร้อมกับยื่นเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอน แต่ไม่สามารถถอดถอนได้ เพราะเสียงไม่พอ
กลายเป็นเส้นทางวิบากของผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเจอกับมรสุมแบบนี้ แต่ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่าทำใจและยอมรับเพื่อใช้สิทธิต่อสู้ทางกฎหมายต่อไป
ทว่าเรื่องยังไม่จบตรงนี้ เมื่อยังมีคำร้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ยื่นถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งให้ สส.และ สว.รวม 416 คน ซึ่งลงมติรับร่างหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 1 ยุติการกระทำด้วย เพราะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68
คดีนี้มีข้อเท็จจริงเดียวกับคดีที่ศาลจะตัดสินในวันที่ 13 ก.ค. เพียงแต่แตกต่างกันตรงผู้ถูกร้องในกรณีนี้คือ สมาชิกรัฐสภา 416 คน
ความน่าสนใจของประเด็นนี้อยู่ที่ หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 13 ก.ค. ออกมาอย่างหนึ่งอย่างใดโดยไม่มีผลผูกพันต่อคำร้องของ พธม.หมายความว่า การไต่สวนสมาชิกรัฐสภา 416 คน จะเริ่มทันที
เหนืออื่นใด การปะทะระหว่าง “ศาลรัฐธรรมนูญ-พรรคเพื่อไทย” จะมีให้เห็นต่อไปแบบหาจุดสิ้นสุดไม่ได้
พรรคเพื่อไทยพยายามแสดงออกให้เห็นถึงการต่อต้านศาลรัฐธรรมนูญผ่านการไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เช่น การไม่ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลภายใน 15 วัน หรือ 30 วัน แม้ว่าจะรู้ตัวว่าการทำเช่นนี้จะเสียสิทธิก็ตาม เป็นต้น
เนื่องจากเห็นว่าศาลจะรับคำร้องนี้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการใช้ดุลพินิจของอัยการสูงสุด ไม่ใช่ถือวิสาสะรับคำร้องนี้เองโดยตรงพร้อมกับสร้างวาทกรรม “ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจโดยมิชอบ” ให้ประจักษ์ต่อสาธารณะมากขึ้น
การแสดงออกเช่นนี้ของพรรคเพื่อไทยกำลังขยายความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการปลุกมวลชนต่อต้านการใช้อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เขตแดนอำนาจศาลได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญให้ทำหน้าที่ไว้ถึง 9 ประการ ทั้งในส่วนการพิจารณากฎหมายหรือวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
การปรับกระบวนท่ารับมือกับศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะพรรคประเมินว่าการยอมรับอำนาจศาลผ่านการใช้สิทธิชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไม่เป็นผลดีกับพรรค กลายเป็นว่าต้องมาอยู่ในเกมที่ฝ่ายตรงข้ามวางเอาไว้ แถมยังเปิดช่องให้ฝ่ายผู้ร้องได้ไล่ซักถามในหลายประเด็นต่อหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญราวกับเดินเข้าสู่แดนประหาร
แน่นอนว่าคำถามในชั้นไต่สวนที่จะพุ่งตรงมายังพรรคเพื่อไทยหนีไม่พ้นเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในหลายมิติ ตอกย้ำให้เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์เพื่อการนิรโทษกรรมและเชื่อมโยงถึงขบวนการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์
ประเด็นคำถามเหล่านี้ ถ้าตอบได้ดีก็ดีไป แต่ถ้าตอบไม่ดีหรือไม่ตรงประเด็นยิ่งทำให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก ภาพลักษณ์ทางการเมืองที่จะปรากฏต่อสาธารณะจะไม่เป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทย โดยมีบทเรียนแห่งความบอบช้ำเมื่อวันที่ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมา จึงต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้หลงกลฝ่ายแค้นและเพิ่มความชอบธรรมให้กับตัวเอง
13 ก.ค. ศึกเก่ากำลังจะจบลง แต่ศึกใหม่กำลังจะเกิดขึ้น และทำท่าจะลากกันยาวโดยมีอนาคตของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นเดิมพัน
เมื่อพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาล ไม่ยอมรับในอำนาจศาล ก็ไม่มีหลักยึด เมื่อนั้นกฎหมู่ก็จะกลับมาใช้ตัดสินตามใจชอบ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศ เพราะจะกลับมาสู่วังวนความขัดแย้งและความวุ่นวายที่ไร้ขื่อแป


