
คำแถลงปิดคดี2ฝั่ง
13 ก.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ประเทศไทยจะได้รู้พร้อมกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย/ชุษณ์วัฎ ตันวานิช
13 ก.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ประเทศไทยจะได้รู้พร้อมกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ตามมาตรา 68 แต่ก่อนถึงวันนั้น ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องในคดียื่นคำแถลงปิดคดีประกอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 11 ก.ค.
คำแถลงปิดคดีของทั้งสองฝ่าย ที่เตรียมส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการชี้แจงตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยใน 4 ประเด็น ซึ่งในภาพรวมไม่ได้แตกต่างจากการขึ้นเบิกความเมื่อวันที่ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมาและการทำคำชี้แจงไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้
ประเด็นที่ 1 ผู้ฟ้องมีอำนาจในการฟ้องคดีตามมาตรา 68 วรรคสอง หรือไม่
ผู้ถูกร้องทั้งพรรคเพื่อไทย คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประธานรัฐสภา พรรคชาติไทยพัฒนา มีความเห็นตรงกันว่า “ผู้ร้องไม่มีสิทธิเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยตรงเพราะต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงของอัยการสูงสุดก่อน” ซึ่งในคำแถลงของพรรคเพื่อไทยได้เน้นเพิ่มเติมลงไปด้วยว่า “ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีบรรทัดฐานมาก่อนจากการที่มีคำสั่งที่ 12/2549 ไม่รับคำร้องให้พิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามมาตรา 63 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเดียวกันกับ มาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญปี 2550”
ส่วนผู้ร้อง ได้แก่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา วิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และ วรินทร์ เทียมจรัส อดีต สว.สรรหา ได้เขียนคำแถลงหักล้างว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับคำร้องนี้ดังเช่นศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องและนัดให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องมาทำการไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 5-6 ก.ค. ประกอบกับมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยให้สามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติได้โดยตรง ดังนั้นการยื่นและรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญจึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ 2 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสามารถทำได้หรือไม่
ประเด็นนี้ในคำแถลงปิดคดีของพรรคเพื่อไทยในฐานะผู้ถูกร้อง ได้ต่อสู้หักล้างว่า มาตรา 291 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยผู้ถูกร้องได้แก้ไขมาตราเดียวเพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่ได้แก้ไขทั้งฉบับ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 เพื่อตั้ง ส.ส.ร. และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ทุกประการ
ด้านคำแถลงปิดคดีของกลุ่มผู้ร้องซักค้านกลับว่า “มาตรา 291 ไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแต่กำหนดหลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น กล่าวคือ อำนาจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงเป็นอำนาจของรัฐสภาในฐานะผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทย ขณะที่ ส.ส.ร.เป็นอำนาจนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจอธิปไตยได้แก่ ครม. รัฐสภา และศาล ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ”
ประเด็นที่ 3 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ผู้ถูกร้องได้ให้น้ำหนักต่อประเด็นนี้เป็นพิเศษว่า มาตรา 291 (1) วรรคสอง บัญญัติว่า ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะเสนอมิได้ เช่นเดียวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 291/11 วรรคห้า ก็กำหนดให้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจะกระทำมิได้เช่นกัน
ดังนั้นการกล่าวหาของฝ่ายผู้ร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจึงฟังไม่ขึ้น
ขณะที่ผู้ร้องระบุในคำแถลงปิดคดีว่าที่ผ่านมา มวลชนที่เป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายคนซึ่งให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยได้ปรากฏความคิดต่อสาธารณะเปิดเผยต่อสังคมต่างกรรมต่างวาระว่าต้องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบอื่น และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สงวนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไว้เฉพาะการห้ามเปลี่ยนแปลงหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่พระราชอำนาจยังคงอยู่ในหมวดอื่นๆ ด้วย จึงไม่มีหลักประกันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญบับใหม่ในอนาคตว่าจะกระทบพระราชอำนาจหรือไม่
ประเด็นที่ 4 หากมีการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ต้องมีการยุบพรรคตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสามและสี่ หรือไม่
สำหรับในประเด็นนี้ทั้งผู้ร้องได้อาศัยข้อหักล้างทั้งสามข้อดังกล่าว เพื่อย้ำต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า มีเหตุให้ยุบพรรคตามมาตรา 68 วรรคสอง และย้ำว่า จากข้อเท็จจริงทั้งหมดจึงเป็นเหตุอันสมควรให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เลิกการกระทำและยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 5 ปี







